วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ล้มเลือกตรงนายกฯ

มติกมธ.ยกร่างรธน.ล้มเลือกตั้งนายกฯโดยตรง ให้มีที่มาจากการโหวตของสภา ขอโทษสนช.-สปช.ที่ไม่รับข้อเสนอ

ยอมรับระบบเดิมมีปัญหาแต่แก้ไขได้ ยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงระบบใหม่ เตรียมเคาะจำนวนส.ส.-ส.ว.วันนี้ "สมชัย"ชี้ปลายม.ค.58 รู้แน่ฟ้องใครชดใช้ค่าเลือกตั้ง 3 พันล้าน ด้าน "อัยการ-ป.ป.ช."ส่อยื้อสรุปคดีจำนำข้าวไปหลังปีใหม่

นายสุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 3 แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ซึ่งได้พิจารณาประเด็นสถาบันทางการเมือง ว่า ที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯ ได้เห็นชอบในหลักการและยืนยันถึงที่มาของนายกรัฐมนตรี ว่าควรมาจากรูปแบบปกครองของรัฐสภา มาโดยการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร โดยเกณฑ์การลงมติเลือกบุคคลนั้นต้องนับจากคะแนนเสียงข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นรายละเอียดอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายกฯ ต้องเป็นส.ส.หรือไม่นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาและได้ข้อสรุป ทั้งนี้มีผู้เสนอ 2 แบบว่า ต้องมาจากส.ส. และ ไม่ต้องมาจาก ส.ส. โดยมีเหตุผลคือเพื่อเป็นการปลดล็อกปัญหาช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา กรณีที่มีการชุมนุมทางการเมืองและหาทางแก้ไขไม่ได้ หากเปิดช่องดังกล่าวไว้สามารถหานายกฯ คนกลางเข้ามาคลี่คลายได้

นอกจากนั้นแล้วยังมีอีกหลายประเด็นที่กมธ.ยกร่าง ได้พิจารณาและคาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 24 ธ.ค. อาทิ จำนวน ส.ส., จำนวนส.ว. การตรวจสอบ การถ่วงดุล ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือนักการเมือง และข้าราชการ

"ผมต้องขอโทษไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ด้วยที่ไม่ได้รับข้อเสนอเรื่องที่มานายกฯ เป็นแนวทางปฏิบัติ แต่เราได้พิจารณาแล้วเห็นว่าแม้ระบบการปกครองแบบรัฐสภา ที่ใช้มา 82 ปี จะมีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดสามารถที่จะแก้ไขได้ ส่วนระบบใหม่ที่เสนอยังไม่มีหลักประกันที่ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาหรือความเสี่ยงใดๆ เกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงยอมรับความเสี่ยงในระบบเก่าเพราะเชื่อว่าจะเสี่ยงน้อยกว่าระบบใหม่ สำหรับข้อเสนอของสปช. และสนช. ในประเด็นต่างๆ นั้นทางกมธ.ยกร่างฯ ได้รับฟังจำนวนมาก มีเพียงแต่ประเด็นที่มานายกฯ เท่านั้นที่ไม่ได้รับ" นายสุจิต กล่าว

นายสุจิต กล่าวด้วยว่า ในประเด็นที่มานายกฯ ซึ่งได้ข้อสรุปนั้นเป็นการตกผลึกร่วมกันของกมธ.ยกร่างฯ โดยไม่มีการลงมติแต่อย่างใด ทั้งนี้ระหว่างการประชุมประเด็นนี้ นายบวรศักดิ์ ได้สอบถามกับกมธ.ว่ามีความเห็นในประเด็นที่แตกต่างจากการเลือกนายกฯ ผ่านระบบสภาหรือไม่ โดยมีกมธ.2 คน ที่เคยสงวนความคิดเห็น ได้ขอถอนการอภิปราย จำนวน 1 คน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถที่จะแสดงความเห็นฝ่าความเห็นของกมธ.ยกร่างฯ ได้ แต่มีกมธ.อีก 1 คนที่ยังขออภิปราย

"วิษณุ"แจ้งอุปทูตสหรัฐคาดเลือกตั้งก.พ.59

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือนายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ว่า การหารือครั้งนี้เป็นการพูดคุยถึงความสัมพันธ์เก่าที่มีของทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกันตนได้อธิบายถึงโรดแมพ ให้นายแพทริค ฟังว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างระยะที่สอง ขั้นตอนจากนี้จะมีการทำอะไรอย่างไร

ส่วนการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการซักถามอะไร โดยตนได้อธิบายให้ฟังว่าจะเสร็จประมาณเดือนก.ย. ต่อจากนั้นจะบวกอีก 2-3 เดือนเพื่อทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเตรียมการเลือกตั้ง โดยตนได้ตอบไปตามความเข้าใจว่าเราจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนก.พ.2559 ซึ่งทางสหรัฐ ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไร เพราะเป็นเรื่องของเรา

สำหรับทัศนะคติที่สหรัฐมีต่อไทย จากที่ตนได้พูดคุย นายเเพคทริคอธิบายว่า ในส่วนของกฎกติกา มารยาท ทางการเมือง การทูตของประเทศต้องว่ากันไปตามนั้น แต่ความเป็นมิตรนั้นมีมาเป็นร้อยปีแล้ว ฉะนั้นการพบครั้งนี้ทำให้เกิดความเข้าใจในระดับหนึ่ง ส่วนระดับภายนอกต้องว่าไปตามกฎหมาย

"สมชัย"ชี้ม.ค.รู้ฟ้องใครชดใช้3พันล้าน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีสำนักงานกกต.เตรียมรวบรวมหลักฐานฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3,000 ล้านบาท จากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ ว่า คาดว่าปลายเดือนม.ค. 2558 น่าจะรู้ว่าจะฟ้องกี่ฝ่ายและกี่ราย โดยจะพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นว่าใครเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งฝ่ายกฎหมายมีรายชื่อว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง และความเสียหายจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.ความเสียหายจากทรัพย์สินที่ถูกทำลาย เช่น อาคารสถานที่ รถยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ อันนี้จะมีผู้กระทำผิดโดยตรงมีมูลค่าความเสียหายไม่มาก และ 2.ความเสียหายจากค่าใช้จ่ายจัดการเลือกตั้งวงเงินเกือบ 3,000 ล้านบาท ตรงนี้จะดูจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะว่ามีสาเหตุจากอะไร ใครเป็นสาเหตุ

"เมื่อมีรายชื่อผู้ที่จะฟ้องร้องสำนักงานกกต.จะส่งเรื่องมาให้กกต.ทั้ง 5 คนลงมติ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มติกกต.ก็มักจะเป็นเอกฉันท์ เพราะเราค่อนข้างจะเห็นตรงกันในหลายๆ เรื่อง เมื่อลงมติแล้วจากนั้นส่งเรื่องต่ออัยการ ถ้าอัยการเห็นด้วยก็ส่งฟ้องร้องต่อศาล เพราะเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายนำเงินกลับเข้าสู่รัฐ ศาลคงจะนัดไต่สวนและตัดสิน ซึ่งกระบวนการยังอีกนาน ส่วนใครที่คิดจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกกต.ก็ต้องทำเรื่องส่งอัยการแบบนี้เช่นเดียวกัน"นายสมชัย กล่าวและว่าเรื่องนี้สำนักงาน กกต.เป็นผู้เสนอมา เคยเสนอมาครั้งหนึ่งแล้วแต่ข้อมูลไม่ครบถ้วนจึงให้นำกลับไปแก้ไขเพิ่มเติมและตนก็เป็นเพียง 1 ใน 5 เสียงเท่านั้น

เมื่อถามว่าแสดงว่าที่ผ่านมากกต.ไม่ได้มองว่าตัวเองมีส่วนผิดเลยใช่หรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า "เราทำหน้าที่ของเรา เรารับเงินมาดำเนินการจัดการเลือกตั้งแล้วเกิดปัญหาอุปสรรค"

"อัยการ-ปปช."ส่อยื้อสรุปคดีจำนำข้าว

นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่าย อสส. พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีอาญา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว เปิดเผยถึงสาเหตุที่ อสส.นัดประชุมด่วนกับคณะทำงานฝ่ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า คงเป็นข้อหารือกันระหว่างนายตระกูล วินิจฉัยภาค อสส. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมประจำปีระหว่าง อสส. และ ป.ป.ช. ที่ผ่านมา ซึ่งในการพูดคุยคงมีการพูดเชื่อมโยงในประเด็นการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์คดีนี้ และเร่งรัดให้เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากสังคมกำลังเฝ้าจับตาดูอยู่ ซึ่งทางฝ่าย อสส.เองก็ยังยืนยันจุดยืนเดิมอย่างที่เคยแถลงไป นั่นคือต้องมีการสอบพยานบุคคลเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นสำนวนจะไม่สมบูรณ์

นายวุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า แม้จะเป็นการนัดประชุมด่วน แต่คาดว่าภายในสิ้นปีนี้คงไม่ได้ข้อสรุป คงจะนัดประชุมกันอีกครั้งในต้นปีหน้า เนื่องจากหาก ป.ป.ช.รับข้อเสนอของ อสส. ก็คงต้องมีการเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติมอีก และเมื่อ ป.ป.ช.สอบพยานเสร็จสิ้น ก็จะส่งเรื่องให้ อสส.นำไปพิจารณา ซึ่งก็แล้วแต่ว่าในที่ประชุมจะตกลงกันอย่างไร ถ้าฝ่าย ป.ป.ช. เห็นด้วยคดีนี้ก็คงจบ หลังจากนั้นก็ให้ ป.ป.ช.ไปสอบพยานเพิ่มเติม และรวบรวมเรื่องส่งให้ อสส.ฟ้องคดีได้

เมื่อถามว่า ป.ป.ช.ยืนยันว่าการประชุมครั้งหน้าต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่จะสรุปทุกอย่างหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ก็ต้องรอดูก่อน อาจจะไม่จบแค่นั้นก็ได้ เราก็พยายามจะให้เสร็จโดยเร็ว เพราะสังคมก็จับตาดูอยู่

ปปช.เตรียมแจงสนช.ความเสียหายจำนำข้าว

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช.กล่าวถึงการหารือกับฝ่าย อสส.ว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางอสส.ให้ความสำคัญ ถึงแม้ว่าคณะทำงานร่วมของทั้งสองฝ่ายอาจจะไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีบางส่วนติดภารกิจ แต่คงไม่กระทบต่อการประชุมแต่อย่างใด โดยในวันที่ 25 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ในคณะทำงานร่วมฝ่ายป.ป.ช.ที่เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าว จะนำข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการไต่สวนที่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะข้อมูลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวครั้งที่ 1 และ 2 ไปรายงานถึงความเสียหายของโครงการดังกล่าวตามที่คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ที่ได้มีการร้องขอทั้งนี้ หลังจากการประชุมร่วมในวันที่ 25 ธ.ค.แล้ว จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งหลังช่วงปีใหม่ โดยอาจเป็นครั้งสุดท้าย หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงหาข้อสรุปได้ ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า คณะทำงานร่วมฝ่ายอสส.มีการเปลี่ยนตัวคณะทำงานร่วมนั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงกระแสข่าวดังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงบุคคลในคณะทำงานร่วมฝ่ายอสส.แต่อย่างใด

ปชป.ฟ้อง"สุดา"หมิ่นสถาบัน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการดำเนินคดีกับ น.ส.สุดา รังกุพันธ์ นักวิชาการเสื้อแดง กรณีลงข้อความและภาพในเฟซบุ๊ค ระบุว่า “แต่งดำเดือนธันวาไว้อาลัยคดี ปรส.” ว่า เดือนธันวาคมเป็นเดือนมหามงคลที่คนไทยจะแต่งสีเหลือง เพื่อถวายพระพร การกระทำดังกล่าว เป็นการจาบจ้วงล่วงละเมิด ผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงได้ยื่นเรื่องต่อ พล.อ.รุ่งโรจน์ จำรัสโรมรัน ผู้ช่วย รมว.กลาโหม ให้ดำเนินการ และพรรคประชาธิปัตย์จะฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท

เนื่องจากข้อความที่ น.ส.สุดาโพสต์ ยังมีการกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ขายชาติทำให้เกิดความเสียหาย ในคดีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นการใส่ร้ายอย่างน่าละอาย เพราะพรรคที่ทำให้เกิดความเสียหาย คือ รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์เข้าไปแก้ไข รวมถึงกรณีของบุตรชายนักการเมืองพรรคเพื่อไทยคนหนึ่ง ที่มีการล่วงละเมิดสถาบันเบื้องสูงอย่างร้ายแรง แต่ตำรวจมีคำสั่งไม่ฟ้อง จึงจะยื่นเรื่องดังกล่าวให้ดำเนินการด้วย