วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ออกกฎคุมเหมืองทองตั้งโรงงานสกัดในไทย

ออกกฎคุมเหมืองทองตั้งโรงงานสกัดในไทย "จักรมณฑ์" ประกาศใช้ปี 58 เผย 300แปลงจ่อขอใบอนุญาต

กระทรวงอุตฯ เตรียมใช้นโยบายเหมืองทองคำฉบับใหม่ปี 58 เพิ่มข้อกำหนดตั้งโรงงานสกัดทองคำบริสุทธิ์ในไทย ด้านเอกชนมีพื้นที่รวมกว่า 300 แปลง จ่อขอใบอนุญาต มูลค่าลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดมีศักยภาพผลิตทองคำได้ 170 ตัน

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังนายพอล โรบิลลียาร์ด เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลีย ประจำประเทศไทยเข้าพบ ว่า ประเทศออสเตรเลียมีความสนใจขอทราบนโยบายอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำในไทย เนื่องจากทื่ผ่านมาไทยไม่ได้ให้อาชญาบัตร และประทานบัตรมานานกว่า 8 ปีแล้ว

โดยตนชี้แจงว่า เดือนม.ค. 2558 จะมีการเปิดประชาพิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และคาดว่าจะประกาศใช้นโยบายใหม่ได้ในช่วงกลางปี 2558 โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการทั้งไทย และต่างชาติ มีพื้นที่รวมกันกว่า 300 แปลง รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการรอขอประทานบัตร และอาชญาบัตรตามนโยบายใหม่

สำหรับนโยบายอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่ จะเน้นการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ทั้งในการพิจารณาให้ใบอนุญาตสำรวจอาชญาบัตร และการให้ใบอนุญาตประทานบัตร รวมทั้งต้องมีการตั้ง 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ ให้กับชุมชนรอบเหมืองแร่ และกองทุนพัฒนาชุมชนรอบเหมืองแร่ เพื่อดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งจะกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ทำเหมืองแร่ทองคำ จะต้องตั้งโรงสกัดแร่ให้บริสุทธิ์ (รีไฟน์) ขึ้นในไทย จากปัจจุบันผู้ประกอบการจะส่งออกแร่ทองคำเป็นแท่งๆขนาดใหญ่ที่มีสิ่งเจือปนสูงไม่มีการสกัดให้บริสุทธิ์ก่อนการส่งออก หากซึ่งมีการตั้งโรงรีไฟน์ในไทยแล้ว จะเกิดมูลค่าการลงทุนโรงงานละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และมีการจ้างงานประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่า

“ตอนนี้ไทยไม่ได้ให้ใบอนุญาตทำเหมืองทองคำมากว่า 8 ปีแล้ว ทางออสเตรเลียมีการลงทุนเหมืองแร่ทองคำในไทยหลายโครงการจึงเข้ามาสอบถาม เราชี้แจงไปรวมถึงชี้แจงพ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ที่คาดว่า จะประกาศใช้ภายในปีหน้าเขาไม่ได้มีข้อกังวลอะไรต่อพ.ร.บ.ฯ และนโยบายทองคำใหม่ เพียงต้องการความชัดเจนจะทำอะไร และจะเริ่มใช้นโยบายใหม่ได้เมื่อไร” นายจักรมณฑ์ กล่าว

นายพอล โรบิลลียาร์ด เอกอัครราชทูต เครือรัฐออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบนโยบายครั้งนี้แล้ว เชื่อว่าในอนาคตจะมีนักลงทุนจากออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น จากปัจจุบันก็มีนักลงทุนจากออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของพลังงาน หากไทยต้องการถ่านหินที่บริสุทธิ์ ทางออสเตรเลียก็พร้อมให้การสนับสนุนไทยในเรื่องนี้

นายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณสำรองทองคำที่กระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 800 ตัน แต่มีศักยภาพสามารถทำเหมืองได้ประมาณ 170 ตัน แต่เหมืองทองคำนี้หลังการให้ประทานบัตรไปแล้วได้มีการร้องเรียนหลายเรื่องทั้งเรื่องผลกระทบจากการประกอบการ เรื่องความคุ้มค่าผลตอบแทนต่อรัฐ ดังนั้นหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามา จึงสั่งให้ กพร. หยุดเรื่องการให้ใบอนุญาตให้ทำนโยบายให้เรียบร้อยก่อน

“นโยบายทองคำเราชัดเจนเลยคืออยากเห็นการรีไฟน์ในไทย เราไม่ต้องการเห็นว่าทำเป็นแท่งๆเสร็จแล้วส่งไปรีไฟน์ฮ่องกง ออสเตรเลีย เราอยากเห็นการเพิ่มมูลค่าในประเทศ รีไฟน์เป็น 99.99% นี่คือนโยบายที่กำลังทำอยู่ ระหว่างนี้ก็หยุดการให้การอนุญาตก่อน ผู้ประกอบการอาจจะมองได้ว่าปริมาณทองในไทยไม่คุ้มค่าจะลงทุนรีไฟน์ แต่จะออกนโยบายวางเป็นเงื่อนไขการอนุญาต” นายสุรพงษ์ กล่าว