(รายงาน) จับตาวงถก"กมธ.ยกร่าง" เคาะข้อเสนอ"บัญญัติรธน.58"
"ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ และเป็นรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร คือ กำหนดระบบการเมือง และคุุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญแต่ละประเทศมีวิธีการที่แตกต่างกัน และมีความสำคัญมากเพราะเป็นกฎหมายพื้นฐานที่ประชาชนในประเทศตกลงกันว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด
สำหรับประเทศไทยเราในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างฯ จึงจำเป็นต้องบรรจุกลไก เพื่อแก้ไขปัญหาเอาไว้ในรัฐธรรมนูญและเป็นจุดแรกที่ต้องทำเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก" คำกล่าวของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวในระหว่าง บรรยายเรื่อง "การยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ในงานเสวนา สานพลังนักศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถึงกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2558 ที่จะต้องศึกษาปัญหาที่ผ่านมา โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก
สำหรับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้กำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้น โดยหลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) นำโดยนายเทียนฉาย กีรนันท์ ประธานสปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นำโดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ร่วมส่งมอบรายงานความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อนายบวรศักดิ์ เพื่อประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้กมธ.ยกร่าง จะดำเนินการพิจารณาข้อเสนอที่ได้รับเพื่อประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้คงต้องจับตาการประชุมกมธ.ยกร่างฯ ในสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 22-23 ธ.ค. ซึ่งจะได้รู้กันว่า กมธ.จะเลือกหรือไม่เลือกหยิบประเด็นใดไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยในวันที่ 22 ธ.ค. กมธ.จะหารือในประเด็นภาคพลเรือนและประชาชน
ขณะที่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การประชุมในวันที่ 23 ธ.ค. ซึ่งกมธ.จะพิจารณาประเด็นภาคการเมือง โดยเฉพาะประเด็นที่ยังไม่ตกผลึกอาทิ ภาคที่ 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง ที่มีการถกเถียงกันโดยเฉพาะประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าควรจะมีการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่ โดยกมธ.ยกร่างอาทิ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ พล.นาวิน ดำริกาญจน์ ขอสงวนความเห็นไว้ ยืนยันให้เป็นไปตามข้อเสนอของกมธ.ปฏิรูปการเมือง
ขณะที่กมธ.อีกส่วนมองว่า การใช้รูปแบบการเลือกตั้งแบบใหม่คือ การเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงนั้น ไม่มีอะไรรับประกันว่า จะแก้ปัญหาได้จริง แต่อาจจะเกิดปัญหาใหม่ในอนาคต ที่นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาซื้อเสียงแล้ว ยังมีจุดอ่อนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความเห็นจากนักการเมืองรวมถึงนักวิชาการบางส่วนที่มองว่า รูปแบบดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ โดยการอ้างเสียงข้างมากจากประชาชน และเป็นการเปิดช่องให้นายทุนสามารถครอบงำพรรคการเมืองได้โดยง่าย
โดยในประเด็นนี้ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า การเลือกตั้งนายกฯ หากจะให้เลือกผ่านสภาเช่นเดิม กมธ.ยกร่างฯ จะต้องกำหนดกลไกควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด ไม่มีการซื้อเสียง โดยอาจจะกำหนดบทลงโทษผู้ซื้อสิทธิขายเสียงให้หนักขึ้น หรือลงโทษหัวคะแนนที่ซื้อเสียงถึงขั้นถูกจำคุก รวมทั้งจะต้องพิจารณาเรื่องวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งส.ส.ว่า จะใช้แบบใด ระหว่างเขตเดียว เบอร์เดียว หรือการเลือกเขตละ 3 คน การนับคะแนนเลือกตั้ง การให้นักการเมืองมีอิสระจากพรรคการเมือง ซึ่งกมธ.การยกร่างฯต้องไปหารือรายละเอียดกันอีกครั้งว่า จะมีวิธีการอย่างไร เพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสที่สุด
ทั้งนี้ในการประชุมกมธ.ยกร่างฯ จะเปิดโอกาสให้กมธ.ได้อภิปรายและเสนอความเห็นจนตกผลึกในหลักการที่จะนำไปสู่การยกร่างให้เป็นบทบัญญัติได้
แต่หากไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นนี้ได้ ท้ายที่สุดก็อาจใช้การลงมติเสียงข้างมากเป็นตัวชี้ขาดในประเด็นต่างๆ รวมไปถึงประเด็นเรื่องระบบการเลือกตั้ง เช่น ส.ส.จะมาจากเขตใหญ่หรือเล็ก หรือจำนวนเกณฑ์สัดส่วนประชากรต่อ ส.ส. ควรจะเป็นเท่าไร หรืออำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งจะได้ข้อสรุปในการประชุมในสัปดาห์นี้ในวันที่ 23 ธ.ค.เช่นกัน
และหลังจากที่กมธ.ยกร่างฯ ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มี นางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการกมธ.ยกร่างฯ เป็นประธาน จะดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยกระบวนการดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ม.ค. ก่อนที่คณะอนุกมธ.จัดทำกรอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง 11 คณะ จะนำร่างรัฐธรรมนูญที่คณะอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ดำเนินการยกร่าง มาพิจารณาความครบถ้วน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนในการพิจารณารายละเอียดทั้งหมดในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงการตรวจทานร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และส่งร่างรัฐธรรมนูญให้สปช.พิจารณาเห็นชอบภายในวันที่ 6 ส.ค.2558 ต่อไป
นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นสำคัญ คือประเด็นที่นายบวรศักดิ์ รวมถึงกมธ.ยกร่างฯ หลายคน ได้เคยออกมาแสดงความเห็นว่า ควรมีการทำ "ประชามติ" เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นการแสดงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ดีในประเด็นนี้ กมธ.ยกร่างฯจะไม่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่หน้าที่ในการตัดสินใจจะไปตกอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
ดังนั้นคงต้องติดตามในประเด็นนี้ต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้วบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งหากทำ "ประชามติ" จริง ก็จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยการทำประชามติจะต้องนับจากวันที่สปช.ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญคือวันที่ 6 เม.ย.2558 ไปอีก 3 เดือน เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำประชามติต่อไป





