กกต.เร่งรวบรวมหลักฐานฟ้องเอาผิดคนล้มเลือกตั้งส.ส. 2 ก.พ.57 เรียกชดเชยค่าเสียหาย 3 พันล้านคืนแผ่นดิน
"สมชัย"ปัดตอบโยง"รัฐบาลยิ่งลักษณ์"หรือไม่ ด้านสปช.มอบของขวัญปีใหม่ประชาชน ชูยุทธศาสตร์ "60 วันสู่ก้าวสำคัญปฏิรูปประเทศ" เน้นรวดเร็ว นักวิชาการหนุนทำประชามติรธน.จี้ยกเลิกอัยการศึก "ยรรยง"โต้ผลสอบสต็อกข้าวรัฐ ยันเอาผิด"ยิ่งลักษณ์"ไม่ได้
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานกกต.กำลังเร่งพิจารณารวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ รวมจำนวนกว่า 3 พันล้านบาท
เนื่องจากที่ผ่านมากกต.มีจุดยืนว่าเป้าหมายสำคัญของการทำงานคือจะต้องจัดการเลือกตั้งให้เกิดความคุ้มค่า เกิดความสำเร็จ งบประมาณต้องไปสูญเปล่า ไม่มีการบาดเจ็บล้มตายหรือเกิดความขัดแย้งจนทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น กกต.พยายามส่งสัญญาณให้รัฐบาลขณะนั้นได้รับทราบทุกวิถีทางว่า ถ้าจัดการเลือกตั้งต่อไปการเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ เนื่องจาก 28 เขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ไม่สามารถรับสมัครส.ส.แบบแบ่งเขตได้
ดังนั้นการเลือกตั้งจะไม่สามารถเกิดขึ้นภายในวันเดียวกันได้ เพราะตามหลักกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นภายในวันเดียว จัดไม่พร้อมกันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่รัฐบาลขณะนั้นไม่ฟัง กลับมองว่ากกต.กำลังจินตนาการ พูดเหตุการณ์ล่วงหน้า
"เร็วๆ นี้ กกต.จะดำเนินการทวงค่าเสียหายกลับคืนแผ่นดินและประชาชน ไม่นานจะรู้ว่ากกต.จะทวงคืนค่าเสียหายจากใคร เราก็ต้องหาคนรับผิดชอบค่าเสียหายกับใครก็ตามที่ทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ต้องสูญเปล่า เราจะทำให้เงินกลับคืนมาเป็นของแผ่นดิน รออีกไม่นาน" นายสมชัย กล่าว
สปช.เร่งทำตามข้อเสนอปฏิรูป
ด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศนั้น นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปสปช.) เปิดเผยว่า หลังจาก สปช.ส่งมอบความเห็นและข้อเสนอ 246 ประเด็น ของกมธ.วิสามัญ 18 คณะ ประจำสภาต่อกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. ทุกวันจันทร์ สปช.จะประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางข้อเสนอการปฏิรูปแบบเร่งด่วน หรือ "ควิกวิน" และเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ประธานสปช.ก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อให้ทำทันที ให้เป็นของขวัญปีใหม่กับประชาชน
"ตั้งแต่ต้นปี 2558 สปช.จะมีการประชุมทุกวันอังคารเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วงแรกจะเป็นการระดมความคิดเห็นของสมาชิก สปช.ในการกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศ เพื่อจัดทำเป็นแผนแม่บทหรือพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ยืนยันว่าดำเนินการตามยุทธศาสตร์ก้าวแรก 60 วันสู่ก้าวสำคัญปฏิรูปประเทศ" เลขานุการวิปสปช.ระบุ
"บวรศักดิ์"จ่อลงพื้นที่ฟังความเห็นปฏิรูป
นางถวิลวดี บุรีกุล คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกมธ. การรับความคิดเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดเผยว่า ทางอนุ กมธ.ฯ จะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นครั้งแรกที่ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 17-18 ม.ค.2558 จากนั้นจะทยอยลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ตามลำดับ และเวทีสุดท้ายจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งในเวทีที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญจะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นด้วยตนเอง
สำหรับรูปของการจัดเวทีประชาเสวนาทางอนุ กมธ.ฯ ได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะไปรับความคิดเห็นเรียบร้อยแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความตระหนักในกระบวนการปฏิรูป และการยกร่างรัฐธรรมนูญ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และรับฟังความคิดเห็นของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการ อย่างไรก็ตามหลังจากการรับฟังความคิดเห็น ทางอนุ กมธ.ฯ ก็จะนำความคิดเห็น และเสียงสะท้อนจากประชาชนเพื่อนำไปประกอบกระบวนการปฏิรูปประเทศ และการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
"ณัฐวุฒิ"แนะแก้รธน.ชั่วคราวทำประชามติ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว โดยเสนอว่า หากจะทำประชามติก็แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้วบัญญัติลงไปให้ชัดว่า ถ้าไม่ผ่านให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาบังคับใช้ก่อนเพื่อให้มีการเลือกตั้ง และให้สภาที่มาจากประชาชนยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อการปฏิรูปประเทศต่อไปแบบนี้ถึงยุติธรรม
"ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแล้วประชามติไม่ผ่านจะเอาความชอบธรรมที่ไหนให้กระบวนการเดิมยกร่างขึ้นใหม่ เงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์อื่นรับไปแล้วเต็มที่ พอทำงานล้มเหลวก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่น่าจะใช่แบบฉบับที่คนดีเขาทำกันเห็นหลายคนบอกยังไม่ถึงเวลาพูดเรื่องประชามติ แต่ตนเห็นว่าจำเป็นต้องพูดกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อแสดงความจริงใจ ไม่งั้นอาจมองได้ว่าประชามติเป็นไพ่ใบสำคัญที่คสช.เก็บไว้เล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ อีกเรื่องที่ควรทราบคือการทำประชามติภายใต้กฎอัยการศึกก็เหมือนเอาเสรีภาพของคนไทยใส่ไว้ในขากางเกงเดฟอ้างความชอบธรรมอะไรไม่ได้หรอก" นายณัฐวุฒิ กล่าว.
นักวิชาการหนุน"ประชามติรธน."
นายยุทธพร อิสรชัย คณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( มสธ.) เห็นว่า ประเด็นการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จุดใหญ่เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งต้องมีทางเชื่อมระหว่างประชาชนกับการร่างรัฐธรรมนูญ โดย สปช. ต้องออกไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แล้วนำข้อมูลจากกมธ.ยกร่างฯไปถามประชาชนว่า เป็นอย่างไร ขณะเดียวกันประชาชนเองต้องมีอำนาจการตัดสินใจได้จริงๆ เพราะการรับฟังคิดเห็นต้องไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรม โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับการทำประชามติ แต่ต้องให้ข้อมูลกับประชาชนก่อนที่จะลงประชามติ โดยเป็นข้อมูลสรุปที่เข้าใจง่าย แต่อย่าได้ทำเหมือนประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เอารัฐธรรมนูญไปแจก เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร มีคนอ่านเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
"การลงประชามติควรดูตัวอย่างของสกอตแลนด์ ที่มีการให้ข้อมูลก่อนการลงประชามติถึง 2 ปี ให้ข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสียในการแยกออกจากสหราชอาณาจักรแก่ประชาชน มีทางการเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งผลออกมาสกอตแลนด์ไม่แยกจากสหราชอาณาจักร แม้ในตอนแรกกระแสการแยกตัวมาแรงมาก ดังนั้นประเทศไทยเองก็เช่นกัน การลงประชามติต้องให้ข้อมูลทั้งสองด้านแก่ประชาชน แม้ว่า จะเสียเวลาในการให้ข้อมูล แต่ก็ถือว่า จะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก" คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มสธ. กล่าว
แนะเลิกกฎอัยการศึก
คณะบดีคณะรัฐศาสตร์ มสธ. ยังเสนอว่า นอกจากนี้ควรยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะการรับฟังความเห็น ประชาชนต้องมีอิสระทางความคิด มีพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้แสดงออก ไม่เช่นนั้นกมธ.ยกร่างอาจจะได้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง มีเพียงข้อมูลเพียงด้านเดียว เพราะประชาชนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นคัดค้าน หรือให้ความเห็นที่แตกต่าง
ชทพ.ชี้ประชามติแค่ปลายน้ำ
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงข้อเสนอในการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ว่า ทางพรรคยังไม่ได้มีการหารือกันในประเด็นข้อเสนอต่างๆ เนื่องจากกฎหมายห้ามประชุมเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ทั้งนี้ควรจะรอให้ตกผลึกทางความคิดก่อนโดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองนายบวรศักดิ์ เห็นต่างกับ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กมธ.ปฏิรูปการเมือง
ดังนั้นคงต้องให้อนุกมธ.จัดทำกรอบร่างรัฐธรรมนูญได้ข้อสรุปก่อน อย่างไรก็ตามในส่วน ประเด็นทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า ประชามติเป็นเรื่องปลายน้ำตนอยากให้มีการทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนก่อน และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จค่อยมีการทำประชามติอีกรอบไม่เช่นนั้นก็เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปทำประชามติตอนหลังไม่สามารถแก้ไขได้เลย
"ยรรยง"โต้ผลตรวจสต็อกข้าวรัฐ
นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลได้เปิดเผยผลการตรวจสต็อกข้าวของคณะอนุกรรมการชุด ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ว่ามีพิรุธมาก โดยเห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนและบิดเบือนเป็นอย่างมากช่วงเวลาที่แถลงก็น่าสงสัยว่าต้องการชี้นำสังคม และสนช. ในการถอดถอนและอัยการสูงสุดในการพิจารณาสั่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่
"ผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการชุด ม.ล.ปนัดดา ขัดแย้งกับผลการตรวจสอบของทีมตรวจสอบของกรรมการค้าต่างประเทศและคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างชัดเจน โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้อนุมัติให้จัดทีมตรวจสอบคุณภาพข้าวและปริมาณข้าวเป็นพิเศษเพื่อตรวจเช็ค (cross check) การตรวจสอบและรับมอบข้าวของผู้ตรวจสอบหรือเซอเวย์เยอร์ เป็นประจำโดยกรมการค้าต่างประเทศ (สำนักมาตรฐานสินค้า) ได้ปฏิบัติหน้าที่และรับงบประมาณ 58 ล้านบาท"
นอกจากนี้คณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าวก็ได้จัดชุดปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบเรื่องปริมาณและคุณภาพข้าวอยู่เป็นประจำรายงานผลการตรวจสอบของกรมการค้าต่างประเทศและคณะอนุกรรมการตรวจสอบดังกล่าวไม่เคยปรากฏว่ามีข้าวที่ต่ำกว่ามาตรฐานจำนวนมากผิดปกติเหมือนคณะอนุกรรมการชุด ม.ล.ปนัดดา แต่อย่างใด
ยันเอาผิด“ยิ่งลักษณ์”ไม่ได้
นายยรรยง ยังตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นได้ว่าการที่คณะอนุกรรมการชุด ม.ล.ปนัดดา ระบุว่ามีข้าวที่ต่ำกว่ามาตรฐานกว่า 14 ล้านตัน ก็เพื่อจะให้ชี้นำสังคมรวมทั้ง สนช. ซึ่งจะพิจารณาคดีถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ในช่วงต้นปี 2558 นี้ โดยพยายามแสดงว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ยืนยันว่า ผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการปนัดดา ไม่สามารถใช้ถอดถอนหรือเอาผิดกับอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ เพราะรัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายหรืองบประมาณแต่อย่างใดเพราะได้กำหนดตัวผู้รับผิดชอบในสัญญาเช่าโกดังและสัญญาฝากข้าวไว้กับโกดังอย่างชัดเจน นอกจากนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังได้จัดทีมตรวจสอบออกปฏิบัติการหลายทีม เช่น ทีมของกรมการค้าต่างประเทศ ทีมของอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำและทีมพิเศษของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โดยสรุปได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะถูกถอดถอนไม่ได้เพราะไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายแต่อย่างใด





