"ไทย-จีน"ถกร่วมมือการค้าการลงทุนเพิ่ม ลงนามเอ็มโอยูอีก4ฉบับ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับมณฑลตอนใต้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณะรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของรัฐบาลสาธารณะรัฐประชาชนจีน ในระหว่างวันที่ 22 - 23 ธ.ค.นี้ โดยมีการเจรจาเพื่อกระชับความร่วมมือทางการค้าการลงทุนมากขึ้น
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ได้มีการหารือกับรัฐบาลจีนหลายครั้ง จนล่าสุดมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) พัฒนาเส้นทางรถไฟรางมาตรฐานฐานจากหนองคาย-มาบตาพุด และมีการลงนามเอ็มโอยู ซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในการเยือนอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ จะมีการหารือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีน ประกอบด้วยการขยายความร่วมมือกับรัฐบาลในระดับมณฑลของจีน โดยเฉพาะมณฑลทางตอนใต้ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเครือข่ายเชื่อมโยงคมนาคมกับไทย ผ่านกลไกคณะทำงานไทย - มณฑลต่างๆของจีน เช่น คณะทำงานไทย - ยูนนาน คณะทำงานไทย - กวางตุ้ง และคณะทำงาน ไทย - กว่างซี
การแก้ไขปัญหาอุปสรรค การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน เช่น เรื่องกฎระเบียบมาตรฐานสินค้าเกษตร และมาตรฐานสุขอนามัย และร่วมกันแก้ไขปัญหาทางการค้า การเชิญชวนให้ฝ่ายจีนลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราในไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา
ไทยมีความตั้งใจส่งเสริมความเชื่อมโยงไทย-จีน และร่วมมือกับจีนในการพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคในพื้นที่ชายแดน และอำนวยความสะดวกเส้นทางคมนาคมทางถนนเชื่อมไทยกับภาคต่างๆ ของจีน ส่งเสริมความริเริ่มของจีนเรื่องเส้นทางสายไหมทางทะเล ศตวรรษที่ 21 เช่น ความร่วมมือกับท่าเรือ รอบอ่าวเป่ยปู้ (ตังเกี๋ย) ในกว่างซี ความร่วมมือด้านการขนส่งทางอากาศ ร่วมมือกับจีนในการบรรลุเป้าหมาย และการเพิ่มนักท่องเที่ยวระหว่างกันเป็น 5 ล้านคนใน ปี 2559
ถกรายละเอียดข้าวจีทูจี
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของการซื้อข้าวจากไทยจะต้องเร่งหารือกับจีนถึงวิธีการนำเข้าข้าวให้มีความชัดเจนแม้จีนจะมีบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ซื้อข้าวจากไทยรวม 3 ล้านตันแล้ว แต่เอ็มโอยูแรก 1 ล้านตันที่มีการเซ็นสัญญาซื้อไปแล้วนั้น มีปัญหาเรื่องการส่งมอบเพราะจีนใช้วิธีการส่งมอบแบบคอนเทนเนอร์และพร้อมรับสินค้าเมื่อจีนมีความต้องการ โดยต้องเป็นการส่งมอบแบบนำออกสู่ตลาดได้ทันทีไม่ใช่การนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าก่อน ทำให้ปริมาณการซื้อแต่ละครั้งมีจำนวนน้อย จึงไม่ส่งผลต่อราคาตลาดข้าวในประเทศเท่าที่ควร ซึ่งวิธีการซื้อขายลักษณะนี้จะเหมาะกับรูปแบบการค้าแบบเอกชนกับเอกชน ไม่ใช่แบบรัฐต่อรัฐ
“คงต้องคุยกับจีนให้ชัดเจนกว่านี้ว่า ที่จะซื้อข้าวไทยอีก 2 ล้านตัน ต้องเป็นแบบส่งมอบครั้งละมากๆ ไม่ใช่การรับมอบสินค้าทีละไม่กี่หมื่นตัน ซึ่งตัวอย่างเอ็มโอยู 1 ล้านตันแรกที่ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องเหล่านี้ ทำให้การส่งมอบจนถึงขณะนี้มีปริมาณ 4 แสนตัน เท่านั้น ทั้งที่ช่วงเวลาการลงนามเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2557 ที่ผ่านมา” แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรสหรัฐ (ยูเอสดีเอ)ได้ คาดการณ์การนำเข้าข้าวของจีนปี 2558 ว่าจะอยู่ที่ 4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี2557 2.6% หรือปริมาณ 3.9 ล้านตัน
'ประยุทธ์'เยี่ยมศูนย์รถไฟจีน
การเดินทางในครั้งนี้ มีรัฐมนตรีร่วมคณะไปด้วย คือ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และผู้บริหารจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)
พล.อ.ประยุทธ์และคณะมีกำหนดเข้าเยี่ยมคาราวะนายจาง เต๋อเจียง ประธานสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน และนายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีของจีนเพื่อหารือถึงความร่วมมือและหารือข้อราชการร่วมกัน
นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการบริหารรถไฟแห่งชาติจีนที่สถานีรถไฟตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง รวมทั้งจะได้ทดลองนั่งรถไฟความเร็วสูงของจีนด้วย
'ไทย-จีน'ลงนามเอ็มโอยู4ฉบับ
พล.อ.ประยุทธ์ จะหารือกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ที่มหาศาลาประชาชนจีน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งจะมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับจีน 4 ฉบับ คือ 1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารชำระดุลเงินหยวนในไทยระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และธนาคารประชาชนจีน 2.ความตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาทเพื่อต่ออายุความตกลงฉบับเดิมที่หมดอายุลง
3.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด (Bank of China Limited) และ4.บันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน
ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฉบับที่ 4 ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว ขณะที่บันทึกความเข้าใจฉบับอื่นไม่ต้องผ่านการพิจารณาของครม.เนื่องจากเป็นความร่วมมือของธนาคารกลาง และตลาดหลักทรัพย์ของทั้งสองประเทศ





