"งานข่าวกรองต้องมุ่งหาข่าวทางลึก ต้องทำเรื่องยากๆ เอาเรื่องที่ถูกซ่อนอยู่ขึ้นมาให้ได้" สุวพันธุ์
เป็นหนึ่งในรัฐมนตรี "เซอร์ไพรส์" ของ ครม.ประยุทธ์ 1 สำหรับ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปครองแบบเหนือความคาดหมาย
เรียกว่ายังไม่ทันเกษียณจาก ผอ.สขช. ก็มีตำแหน่งรัฐมนตรีรออยู่แล้ว
ทำให้มีการตีความกันมากมายเกี่ยวกับการร่วมงานกันอย่างแนบแน่นของ สขช.กับกองทัพบกในการจัดการกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวทางการเมือง จนทำให้บ้านเมืองสงบราบคาบภายในเวลาอันรวดเร็วหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อ 22 พ.ค.57
วันนี้ สุวพันธุ์ ขยับจากข้าราชการประจำมาเป็นเสนาบดี ชีวิตและงานของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมทั้งมุมมองเกี่ยวกับการเมืองไทยในปีหน้าที่หลายคนประเมินว่าร้อนแรงแน่ จากบุคคลที่ได้ชื่อว่ากุมข้อมูลข่าวสารมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย
O รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปมากไหม?
การเป็นข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง ต้องเปลี่ยนแน่ งานที่ทำมาแต่เดิม ตั้งแต่รับราชการมา กับการเป็นรัฐมนตรีนั้นต่างกันสิ้นเชิง เดิมเป็นผู้ปฏิบัติ พอเป็นรัฐมนตรีก็เป็นผู้กำกับดูแลให้งานเดินไปตามนโยบาย เน้นการแก้ไขปัญหา เน้นการหากลยุทธ์และวิธีการขับเคลื่อนให้งานของรัฐบาลเดินไปข้างหน้าได้
ที่ต่างมากอีกอย่าง คือ ตอนเป็น ผอ.สขช. ไม่ต้องเจอสื่อมวลชนเลย ไม่ต้องคุยกับสื่อ แต่ตอนเป็นรัฐมนตรีต้องพบพูดคุยพอสมควร จึงรู้สึกไม่คุ้น และต้องปรับตัวมาก สำหรับงานที่รับผิดชอบในฐานะรัฐมนตรีก็เป็นงานใหม่ทั้งหมด ยกเว้นงานกำกับดูแล สขช. ก็ถือเป็นงานที่ท้าทาย และทำแล้วเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ
O ตอนเป็น ผอ.สขช.ก็คุมนโยบาย ทำไมจึงยังรู้สึกว่างานต่างกัน?
ตอนเป็น ผอ.สขช.ผมดูแลงานด้านเดียว คือทำให้งานข่าวมีคุณภาพมากที่สุด ตอนนี้ก็ให้ ผอ.คนปัจจุบันเป็นคนทำ ส่วนผมเองก็เอาข่าวมาใช้ มุมมองไม่เหมือนเดิมแล้ว คือเราไม่ต้องคิดว่าไปหาข่าวมาอย่างไร แต่คิดว่าจะสนับสนุนอะไร เขาต้องการอะไรเพิ่มเติม ส่วนเขาจะหาข่าวมาอย่างไรเป็นเรื่องของเขา
ขณะนี้ผมกำกับดูแล 4 หน่วยงาน (นอกจาก สขช.ก็มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) แต่งานประธานคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า "วิป" ต้องยอมรับว่ายากมาก เพราะเราไม่เคยเป็น ส.ส.ด้วย แต่ก็ยังดีที่ได้รับความกรุณาจากท่านประธาน สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ทำให้งานราบรื่น และยังได้ท่านรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม มาช่วย
อีกส่วนงานหนึ่งที่ดูแลอยู่ คือ การเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล หรือ กขร. ซึ่งเป็นงานยากไม่แพ้กัน เพราะต้องทำกับทุกกระทรวง รวมทั้งหน่วยงานขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี งานของผมคือคอยติดตามความคืบหน้าของงานตามนโยบายรัฐบาล แล้วจัดทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องสรุปทุกเดือน รวมทั้งนำเสนอ สนช.และสาธารณะด้วย
O แต่คนมักจับจ้องที่งานด้านความมั่นคง เพราะเป็นอดีต ผอ.สขช.?
การเป็นอดีต ผอ.สขช.ทำให้คนคาดหมายว่าต้องรู้ทุกเรื่อง ทั้งที่บางทีรู้น้อยกว่าสื่อเสียอีก แต่คนก็คาดหวัง จริงๆ สขช.ควรรู้ทุกอย่าง แต่ผมเป็นรัฐมนตรีแล้ว เราคุมอยู่ก็จริง แต่เราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ประเด็นรายละเอียดเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยว เขา (สขช.) ก็รายงานมาตามระบบ ผมก็มีคำขอไปบ้างว่าอยากได้เรื่องอะไร
O นายกฯเป็นอดีต ผบ.ทบ.ด้วย ทำให้งานด้านความมั่นคงของรัฐบาลถูกจับตาเป็นพิเศษ?
นายกฯรู้เรื่องความมั่นคงดีมาก ท่านผ่านงานมาเยอะ ฉะนั้นการจะมีข้อมูลให้ท่าน ต้องกลั่นกรอง ต้องพิถีพิถัน สำหรับ สขช.ทำงานในมิติประชาคมข่าวกรอง คือร่วมกันทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร หัวหน้าหน่วยข่าวทั่วประเทศต้องรู้จักกันหมด
งาน สขช.ต้องมุ่งหาข่าวทางลึก ต้องทำเรื่องยากๆ ไม่เอาเรื่องง่ายๆ ต้องเอาเรื่องที่ถูกซ่อนอยู่ขึ้นมาให้ได้ ถือเป็นหน้าที่ เจ้าหน้าที่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ถือเป็นหน้าที่ งานข่าวกรองต้องสนับสนุนข้อมูลให้รัฐบาล ต้องเป็นข่าวพิเศษและลึกจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏแค่พื้นผิว
O จากข้อมูลที่มีอยู่ ความเคลื่อนไหวของคลื่นใต้น้ำถือว่าน่าเป็นห่วงหรือไม่?
สถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นสถานการณ์ที่ฝ่ายความมั่นคงประเมินไว้อยู่แล้ว เหตุผลคือเราเข้าสู่การปฏิรูปประเทศเต็มรูปแบบ 11 ด้าน จาก 18 คณะกรรมาธิการ ไม่มีทางที่คนจะเห็นตรงกันทั้งหมด ฉะนั้นความเห็นที่แตกต่างอาจถูกตีความ และมีความเคลื่อนไหวที่แตกต่าง
นอกจากนั้นเมื่อมีการปฏิรูป ก็จะมีคนอยากพูดอยากแสดงความคิดเห็นเยอะแยะ แต่ประเทศเราอยู่ในสถานการณ์พิเศษ มีกฎหมายพิเศษ บางเรื่องจึงไม่คลิก ไม่ลงตัว แม้รัฐบาลจะเปิดช่องทางให้มากมายแล้วก็ตาม ทั้งเปิดโอกาส เปิดเวที จึงต้องเพิ่มการสื่อสารทำความเข้าใจในหลายระดับ
ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่คิดเห็นแตกต่าง ผมไม่อยากใช้คำว่า 'คลื่นใต้น้ำ' เพราะคนที่เห็นต่างก็มีอยู่ และทำไปภายใต้ความคิดของเขา ซึ่งก็ทำได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย จึงไม่ใช่คลื่นใต้น้ำ เป็นความเห็นต่างในการแสดงออก รัฐบาลมีหน้าที่รับฟัง อะไรที่เกินเลยก็ต้องระมัดระวัง
O สถานการณ์ดูตึงเครียดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มีการปล่อยข่าวจนหุ้นตก นายกฯเองก็ออกมาตำหนิและใช้ถ้อยคำรุนแรง?
ผมคงตอบแทนนายกฯไม่ได้ แต่ช่วงนี้บ้านเมืองมีเหตุอะไรหลายอย่าง ในเว็บมีคนนำเสนอข้อมูลมากมาย และยังไปเชื่อมกับต่างประเทศ ฉะนั้นประชาชนต้องใช้วิจารณญาณ เมื่อได้ข้อมูลในไลน์มา ก็ไม่ใช่ได้ปุ๊บแชร์ปั๊บ ควรดูก่อนว่าหน้าตาแบบนี้ เรื่องราวแบบนี้เป็นไปได้ไหม ควรตั้งข้อสงสัยก่อน ถามไปที่คนส่งว่ามาจากไหน ถ้าไม่จริงก็ไม่ควรส่งต่อ หรืออาจต้องคิดต่อว่าส่งมาทำไม เพื่ออะไร คนในโลกออนไลน์ต้องใช้ดุลพินิจเกือบทุกอย่าง
O ในสายตาคนทำงานข่าวกรอง บอกกับสังคมได้ไหมว่าข่าวที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย จริงหรือเท็จมากกว่ากัน?
ข้อมูลไม่จริงเยอะมาก มันเป็นโลกยุคใหม่ ในทางข่าวกรองเรียกสภาวะแวดล้อมใหม่ เป็นสภาวะแวดล้อมที่สังคมเชื่อมถึงกัน ติดต่อสื่อสารกันง่ายดาย เมื่อก่อนใช้จดหมาย โทรศัพท์ แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว คิดอะไรก็ส่งได้เลย แถมยังส่งถึงคนได้เยอะ ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เอกลักษณ์ หรือความคิดจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร คนที่ไม่มีวาระซ่อนเร้นก็ไม่มีอะไร แต่คนที่มีวาระซ่อนเร้นก็จะแสวงประโยชน์จากสภาวะแวดล้อมนี้ คนที่ทำงานความมั่นคงจึงต้องจับตาดู
ยกตัวอย่างคดีเกาะเต่า วันนี้ใครถูก...ข้อมูลตำรวจถูก แล้ว CSI L.A. (เพจเฟซบุ๊คที่เขียนตั้งประเด็นโจมตีการทำงานของตำรวจในการคลี่คลายคดี) วันนี้เงียบไปแล้ว ถามว่าทำความเสียหายกับประเทศชาติหรือไม่
โลกยุคนี้เป็นยุคที่ต้องต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร รัฐต้องชี้แจงเหตุผล แต่ข้อมูลราชการไม่สามารถมาเปิดหมดให้คนเข้าใจได้ ฉะนั้นรัฐบาลจึงสู้ทุกอย่างไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ไม่ต้องระวังถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย
ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ 1.รัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์ 2.ต้องทำให้คนที่บริโภคข้อมูลข่าวสารรู้ต้นตอที่เผยแพร่ข้อมูลออกมา แล้วเอาข้อมูลข่าวสารมาสู้กัน และทำให้ผู้บริโภคเชื่อในข้อมูลของรัฐ ฉะนั้นเครดิตของผู้รับผิดชอบจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ต้องยอมรับว่าราชการถูกจำกัดด้วยกฎหมาย ไม่เหมือนอีกข้างหนึ่ง เข้าใจว่าแต่ละหน่วยก็มีกลยุทธ์ในการทำเรื่องพวกนี้ เรื่องราวแต่ละเรื่องมี 2 ฝ่ายเสมอ มีการตอบโต้กันตลอด อาจไม่ใช่ราชการด้วยซ้ำที่หลายๆ ครั้งก็ออกมาตอบโต้ชี้แจงให้
O ปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้า จะเป็นตัวเร่งให้เกิดกระแสต้านรัฐบาลหรือไม่?
ยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี เศรษฐกิจบ้านเราก็คงไม่ดี แต่ก็ยังได้ยินคนพูดว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะโต 3 ถึง 3.5% ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานดี การฟื้นตัวน่าจะทำได้ ฉะนั้นถ้ารัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ไปได้ก็จะยิ่งดี
คณะกรรมการขับเคลื่อนฯที่ผมเป็นประธาน ก็ได้เข้าไปเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง และดูเรื่องการป้องกันการทุจริต โดยการตรวจสอบก็ให้คณะกรรมาธิการธรรมาภิบาลเข้ามาร่วม
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ผมคิดว่าตอนนี้ทุกคนมองไปเรื่องการปฏิรูป พอใจในเรื่องของความสงบเรียบร้อย ไม่มีการชุมนุมทางการเมือง ไม่มียิงกัน ไม่มีกองกำลังติดอาวุธออกปฏิบัติการ ผมเชื่อว่าคนไทยอยากอยู่แบบนี้ การพูดเรื่องแบ่งสีลดลง คนตระหนักเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมากขึ้น และอยากให้เดินหน้า 3 เรื่อง คือ ปรองดองสมานฉันท์ ปฏิรูปประเทศ และขับเคลื่อนตามนโยบาย 11 ข้อของรัฐบาล ผมเชื่อว่าประชาชนจะเป็นคนตัดสิน เพราะทุกคนอยากอยู่อย่างสงบ
O ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เช่น ชูสามนิ้ว หลายคนประเมินว่าปีหน้าจะขยายวงมากขึ้น?
ผมเองเป็นนักกิจกรรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรื่องการเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์ต่างๆ ถือเป็นเสรีภาพ แต่ต้องรู้ว่าระดับไหนถึงจะเหมาะสม
เรื่องสถานการณ์ในภาพรวมนั้น เมื่อใดที่ยังมีผู้คิดต่างก็ยังสบายใจกับสถานการณ์ไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจผู้เห็นต่าง คิดต่างด้วย ต้องเปิดช่องทางให้ได้สื่อสาร ส่วนการเคลื่อนไหวจากนอกประเทศ ไอซีที (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) รับผิดชอบดูแลทางเทคนิค ขณะที่คอนเทนท์ (เนื้อหา) ก็สู้กันไป ประชาชนต้องมีวิจารณญาณ
ผมทำงานด้านความมั่นคงมา เมืองไทยนั้นกระแสสังคมจะบอกสถานการณ์เอง อย่างวันนี้ประชาชนยังหน้าตาแจ่มใส แม้ข้าวของอาจจะแพงไปบ้าง แต่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ ขึ้นรถไฟฟ้า เดินทางกัน ถ้ามีคนมาด่ารัฐบาลทุกวันสิ อย่างนั้นมันบอกได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มี ฉะนั้นผมคิดว่าถ้าจะมี สิ่งบอกเหตุต้องมากกว่านี้





