วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

10ประเด็นเด่นข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ

กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญลงมติเห็นด้วยให้สปช. ส่งความเห็นและข้อเสนอแนะมีประเด็นเด่นมีอยู่ 10 เรื่องด้วยกัน

ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว.. สำหรับ 3 วัน ของการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช. ) พิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18 คณะของสปช. เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นด้วยให้สปช. ส่งความเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าว พร้อมการอภิปรายของสมาชิก สปช. ไปยังกรรมาธิการยกร่าง ทั้งนี้มีประเด็นที่นำเสนอมากถึง 246 เรื่องแต่ที่เป็นประเด็นเด่นมีอยู่ 10 เรื่อง ด้วยกัน ดังนี้

1. เลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรง ทั้งนี้เรื่องเลือกนายกฯและ ครม.โดยตรง เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของสปช. โดยให้เหตุผลนานับประการถึงข้อดี อาทิ ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่เป็นนายกฯและ ครม. รวมถึงนโยบายก่อนการเลือกตั้งได้ , ทำให้พรรคการเมือง คัดคนดี ให้ประชาชนเลือกเพราะต้องการได้รับเลือกตั้ง,ฝ่ายบริหารทำหน้าที่เฉพาะการบริหาร ไม่ต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้มีเวลาทุ่มเทแก้ปัญหาให้ประชาชน ,ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ, ฝ่ายนิติบัญญัติมีอิสระจากฝ่ายบริหาร, ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องตอบแทน พึ่งพา ส.ส.

แต่เรื่องนี้ กลับถูกท้วงติง ไม่เห็นด้วยจาก "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ " ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า เป็นระบบ "ซุปเปอร์ประธานาธิบดี" เพราะนายกฯโดยตรง ตามระบบที่เสนอมานี้สามารถเสนอกฎหมายและงบประมาณเข้าสู่สภาได้ ในขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯยังทำไม่ได้เลย

จากนั้น "บวรศักดิ์ " ยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเสียว่ามีหลายข้อ อาทิ เพิ่มความขัดแย้งในสังคมไทยหากการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ทำให้ฝ่ายค้านรู้สึกว่าพรรคตนคงแพ้เลือกตั้งไปเรื่อยๆ ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้ง อาจใช้วิธีไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้การเผชิญหน้าและใช้ความรุนแรงได้, การซื้อเสียงรุนแรงมากขึ้น เพราะต้องใช้คะแนนทั้งประเทศ ,มีนายกฯและ ครม. ที่เข้มแข็งเกินไป ไม่สามารถปลดออกหรือปรับ ครม.ได้แม้ทำไม่ดี เพราะมาจากการเลือกตั้งตรงของประชาชน , หากเกิดฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเป็นพรรคเดียวกันจะไม่เกิดการตรวจสอบ

2. ส.ส.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 350 คน เขตละไม่เกิน 3 คน โดยให้ถือว่าผู้ที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1-3 ได้รับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 คน สามารถเลือก ส.ส. ได้ 1 คน

3. ผู้สมัคร ส.ส. ต้องไม่เป็นญาติกัน กล่าวคือ ห้ามผู้สมัคร ส.ส. มีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้ ... เป็นบุพการี คือ พ่อ แม่ หรือ คู่สมรสทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย หรือ เคยเป็นคู่สมรสและยังคงมีความสัมพันธ์ฉันท์สามี ภรรยา หรือ เป็นบุตร บุตรบุญธรรม กัน

ทั้งนี้ข้อเสนอในข้อ 2และ ข้อ 3 เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เช่นกัน

4. พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบในการเลือกผู้สมัคร เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นมาตรการกำกับและบทลงโทษต่อพฤติกรรมที่มิชอบเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ โดยพรรคการเมืองต้องเสนอผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณภาพ คุณธรรม หากพบว่าผู้สมัครมีความประพฤติมิชอบพรรคการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

5.ยึดทรัพย์นักการเมืองที่ทุจริตถึงชั้นลูกหลาน เป็นข้อเสนอของ สปช. ผู้อภิปราย ว่า กรณีที่พบนักการเมืองทุจริตคอรัปชั่นเงินแผ่นดิน ต้องกำหนดให้ติดตามเงินหรือริบทรัพย์สินคืนสู่แผ่นดินแม้ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจะตกอยู่ในยุคลูกหรือหลาน แล้วก็ตาม

6. นักการเมืองต้องรับผิดชอบต่อความผิดบริวาร เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยนักการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบด้วย หากบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตาม ที่ปรึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวกับนักการเมือง ไปกระทำความผิด

7. ห้ามนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เป็นข้อเสนอของสมาชิก สปช. ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ , รัฐมนตรี ต้องไม่มีส่วนเข้าไปเป็นผู้บริหาร กรรมการบริหาร หรือลูกจ้างในบริษัทที่แสวงหากำไรหรือเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ในหมวดที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในรายงานของ สปช.ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ ห้ามอัยการรับตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจด้วย

8 ออกกฎหมายป้องกันประชานิยม เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจฯ ที่ต้องการให้มีกฎหมายป้องกันการดำเนินนโยบายประชานิยมที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ

9. ลดอายุองค์กรอิสระและดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว เช่น ป.ป.ช. ลดวาระดำรงตำแหน่งเหลือ 6 ปี จากเดิม 9 ปี และเป็นได้วาระเดียว , ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งวาระเดียว 6 ปี จากเดิม 9 ปี , กกต.มีอำนาจเพียงแค่จัดการเลือกตั้งเท่านั้น โดยอำนาจในการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง ) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง) เป็นของศาล และเป็นได้วาระเดียว 6 ปี จากเดิม 7 ปี

10. ปฏิรูปองค์กรตำรวจ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ยกเลิกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช. ) โดยให้มี "สภากิจการตำรวจแห่งชาติ" แทน "และมีตำรวจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ แต่งตั้ง โยกย้าย หรือถอดถอนตำรวจได้

ต้องจับตากันต่อไปว่า ... ข้อเสนอทั้งหมดเหล่านี้ เมื่อถึงขั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะได้รับการสานต่อมากน้อยแค่ไหน