วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชูกระจายอำนาจ'บริหารการคลัง'

(รายงาน) ชูกระจายอำนาจ "บริหารการคลัง" ไร้ข้อเสนอเลิกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในวันสุดท้ายเมื่อวานนี้ ประเด็นการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นถือว่าเป็นไฮไลท์หนึ่งที่น่าสนใจ "กรุงเทพธุรกิจ" สรุปรายละเอียดมานำเสนอ

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น กล่าวรายงานต่อที่ประชุมว่า ประเด็นกระจายอำนาจนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคงหลักการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น คือ ชุมชนและประชาชน เพื่อให้ประชาชนร่วมพัฒนาประชาธิปไตยตั้งแต่รากฐานและเพื่อสร้างความปรองดอง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

นอกจากนั้นต้องจัดบทบาทและอำนาจระหว่างราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และประชาชน การบริหารต้องมีความเป็นอิสระและเน้นประสิทธิภาพของการบริหารการคลังของท้องถิ่น ขณะที่การปกครองท้องถิ่นต้องมีระบบที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ได้ เบื้องต้นอาจแบ่งเป็นระดับทั่วไปและระดับพิเศษ กล่าวคือในระดับทั่วไปต้องให้ความยืดหยุ่นกับการบริหารตามสภาพพื้นที่

ส่วนเรื่องการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ต้องเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในส่วนของ "สภาพลเมือง" ให้มีหน้าที่เสนอแนะ ให้คำปรึกษาต่อทิศทางการพัฒนา และคัดกรอง รวมถึงถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นได้ ขณะที่การกำกับดูแล อปท.โดยรัฐต้องทำเท่าที่จำเป็นตามกรอบกฎหมาย และมีกรอบกำกับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น

ทั้งนี้ ประเด็นปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น มีสมาชิก สปช.สนใจอภิปรายทั้งสิ้น 17 คน โดยมีสาระสำคัญ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานท้องถิ่นโดยการสั่งงานแนวดิ่ง และบูรณาการงานของประชาชนที่รวมตัวเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สภาวัฒนธรรม, สภาสตรี, สภาเกษตรกร ให้เป็นสภาพลเมืองเพื่อสร้างการทำงานร่วมกัน

สร้างความประนีประนอมระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น สภาท้องถิ่น และข้าราชการท้องถิ่น

สำหรับโครงสร้างสภาพลเมืองนั้น ให้ยึดรูปแบบของสภา สปช.เป็นหลัก โดยหน้าที่ต้องมี 2 ส่วนสำคัญ คือ การกำหนดแผนพัฒนาท้องถิ่นให้ฝ่ายบริหารท้องถิ่นไปปฏิบัติ และการตรวจสอบถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ นอกจากนั้นต้องแก้ไขกฎหมายของท้องถิ่นที่แยกย่อย เช่น เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน ขณะที่การกระจายอำนาจหรือมอบโครงการใดให้ท้องถิ่นไปปฏิบัติ ต้องพิจารณาถึงขีดความสามารถของหน่วยงานที่รับงานไปปฏิบัติด้วย

จากนั้น นพ.กระแส ชนะวงศ์ รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 1 ให้ข้อเสนอแนะว่า ข้อเสนอและความเห็นของ กมธ.ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นเป็นสิ่งที่เห็นตรงกันกับคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญในส่วนการกระจายอำนาจ (ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ) ซึ่งตนเป็นประธาน ดังนั้นในวันที่ 18 ธ.ค.ที่อนุ กมธ.ฯ นัดประชุม จะนำข้อเสนอทั้งหมดนี้ไปพิจารณาเพื่อวิเคราะห์ออกมาเป็นบทบัญญัติที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่

อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจนั้นได้คำนึงถึงตั้งแต่ผู้บริหาร ลงไปถึงนักการภารโรง เพื่อให้มีการใช้ศักยภาพที่มีอย่างเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการปกครองส่วนภูมิภาคและการบริหารราชการส่วนภูมิภาค คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สำหรับสาระสำคัญที่เห็นตรงกันคือ 1.ทำให้การปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจมีความโปร่งใส เปิดเผย ประชาชนรับรู้ได้ 2.กระจายอำนาจต้องชัดเจนว่าทำหรือไม่ทำอะไร และ 3.กระจายทรัพยากร การเงิน และงบประมาณให้เพียงพอ รวมถึงวางระบบการตรวจสอบ และธรรมาภิบาล

จากนั้น นายวุฒิสาร ตันไชย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ข้อเสนอแนะว่า สิ่งที่ที่ประชุม สปช.เห็นตรงกัน คือ การกระจายอำนาจที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ของสังคม ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องวางหลักการเพื่อเชื่อมโยงประเด็นข้อเสนอไปสู่บทบัญญัติอื่นๆ เช่น การเงิน การคลัง การบริหารราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้ สาระสำคัญบทบัญญัติรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นกับดักที่ทำให้การกระจายอำนาจทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น ส่วนข้อเสนอใดที่ไม่ได้นำไปบรรจุในรัฐธรรมนูญ ขอให้ สปช.และ กมธ.ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นนำไปทบทวนเพื่อแก้กฎหมายที่มีอยู่เดิม หรือเพื่อยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมา

..............................................

ชงตัดฝ่ายการเมืองจาก"สภากลาโหม"

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สปช. รายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า มี 7 ประเด็นที่ควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ 1.ให้ตั้งคณะกรรมการจริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ มีอำนาจส่งเสริมและรักษาจริยธรรม ธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน 2.ต้องกำหนดขอบเขตอำนาจและความสัมพันธ์ของการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น

3.การบริหารราชการแผ่นดินยึดการตอบสนองของประชาชนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแท้จริง 4.การจัดสรรทรัพยากรที่มีผลกระทบกับประชาชนต้องให้ผู้ที่มีอำนาจซึ่งมีความเป็นอิสระจากภายนอกเข้าร่วม 5.ต้องจำกัดอำนาจ บทบาท และการขยายตัวของภาครัฐเพื่อลดการแทรกแซงกลไกตลาด

6.เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่เน้นประโยชน์ชาติและประชาชน และ 7.การบริหารด้านงบประมาณและการคลังควรจัดระบบงบประมาณแบบคู่ขนาน คือ งบประมาณตามภารกิจ และ งบประมาณตามพื้นที่

นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอจากสมาชิก สปช. เกี่ยวกับฝ่ายความมั่นคงหรือกองทัพ โดยในส่วนของกองทัพนั้นต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และการเมืองต้องลดการเข้าไปแทรกแซง โดยเฉพาะตำแหน่งประธานสภากลาโหมที่เป็นคนของฝ่ายการเมือง เพื่อลดการกระทบต่อภารกิจของกองทัพ