วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รุมค้านเลือกตั้งนายกฯ

สปช.หวั่นทุ่มซื้อเสียงหนัก-แนะปรับระบบเลือกครม. "เพื่อไทย"ยื่นป.ป.ช.ฟัน"ภักดี"ขาดคุณสมบัติ

"สมบัติ" แจงต่อ สปช.ถึง 7 ข้อดี-3 ข้ออ่อน "เลือกตั้งนายกฯ-ครม.โดยตรง" ยันไม่เปลี่ยนระบบปกครองเป็นประธานาธิบดี ด้านสมาชิกสปช.ดาหน้าถล่มชี้แก้ปัญหาทุจริตซื้อเสียงไม่ได้ "ปู่ชัย" หวั่นทุ่มซื้อเสียงหนักข้อถึงหัวละหมื่นบาท ยันนายกฯต้องมาจากหัวหน้าพรรคเท่านั้น "นันทวัฒน์" เสนอปรับระบบเลือกครม. ให้นายกฯ เสนอบัญชีต่อรัฐสภาเห็นชอบก่อนทูลเกล้าฯ "บวรศักดิ์" นัดกมธ.ยกร่างฯ ถกข้อเสนอสปช.-สนช.วันนี้

ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) คณะต่าง ๆ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย เมื่อวานนี้(17 ธ.ค.) ในช่วงบ่าย นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกมธ.ปฏิรูปการเมือง ได้กล่าวรายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายสมบัติ กล่าวว่า กมธ.เสียงข้างมากได้เสนอใช้แนวทางการประยุกต์หลักแบ่งแยกอำนาจ เพื่อลดการผูกขาดของฝ่ายบริหารและสร้างความเข้มแข็งให้กับนิติบัญญัติต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล โดยให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และมีบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นคณะรัฐมนตรี(ครม.)

โดยมีข้อดี คือ 1.ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่สมัครเป็น นายกฯ และครม. รวมถึงนโยบายก่อนการเลือกตั้งได้ 2.เป็นข้อกำหนดให้พรรคการเมืองคัดคนดีให้ประชาชนพิจารณาเพื่อเพิ่มโอกาสการชนะการเลือกตั้ง 3.ฝ่ายบริหารทำหน้าที่เฉพาะการบริหารไม่ต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ทุ่มเทเวลาแก้ปัญหาให้ประชาชน

4.ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ 5.ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องตอบแทน หรือจัดสรรงบประมาณให้ส.ส.ในพื้นที่ ถือเป็นช่วงปิดโอกาสได้ 6.การถ่วงดุลอำนาจมีประสิทธิภาพ คือ เมื่อฝ่ายบริหารประพฤติมิชอบ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบและฟ้องคดีต่อศาลการเมืองได้โดยตรง 7. ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจยุบสภา ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอิสระจากการคุกคามของฝ่ายบริหาร

ส่วนจุดอ่อนคือ 1.หากนายกฯ ได้รับเสียงสนับสนุน 20-30 ล้านเสียงอาจจะเหิมเกริม แต่กรณีดังกล่าวจะมีการออกแบบเครื่องมือให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบและฟ้องคดีต่อศาลการเมืองได้ หากใครทำผิดต้องถูกตรวจสอบ นอกจากนั้นหลักการเมืองทั่วไปเมื่อประชาชนเลือกคนให้มาทำดี หากเข้ามาแล้วทำทุจริตจะไม่ได้รับสนับสนุน เหมือนนายโจเซฟ เอสตราด้า อดีตประธานาธิบดีประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะได้รับเสียงเลือกตั้งจำนวนมาก แต่เมื่อเข้ามาทำทุจริต ประชาชนก็ขับไล่

2.หากฝ่ายบริหารมีเสียงข้างน้อยในสภา อาจเป็นอุปสรรคต่อการผ่านกฎหมาย ทั้งนี้มีแนวโน้มเป็นไปได้เพราะมีตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในประเทศไทยไม่ใช่ระบบสองพรรค ดังนั้นหากรัฐบาลได้เสียงสนับสนุนไม่เกินครึ่งหนึ่งสามารถดึงพรรคอื่นมาสนับสนุนได้

และ 3.ปัญหาการใช้เงินเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ต้องมีกฎหมายกำหนดการใช้เงินเลือกตั้ง และมีมาตรการตรวจสอบ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), กลุ่มการเมือง ทั้งนี้ยืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองเป็นไปประธานาธิบดี เพราะอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศยังคงมีอยู่

นายสมบัติ กล่าวว่า สำหรับเขตเลือกตั้งให้เป็นแบบวันแมนวันโหวต สำหรับวุฒิสภา(ส.ว.) ให้มีทั้งหมด 154 คน โดยมาจากการเลือกตั้ง 77 คน และจากภาควิชาชีพอีก 77 คน ส่วนองค์กรอิสระทั้งหมดให้ปรับเปลี่ยนที่มาให้ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง นอกจากนี้ให้ออกกฎหมายใหม่ อย่างเช่น ป.ป.ช.ให้สามารถฟ้องได้เองโดยไม่ต้องมีอัยการ คดีทุจริตไม่มีอายุความ

"ปู่ชัย"ค้านเลือกตั้งนายกฯ-หวั่นซื้อเสียงหนัก

จากนั้นเป็นการอภิปรายของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนความเห็นไว้โดยสาระสำคัญคือ คัดค้านข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกฯ และครม.โดยตรง เพราะเห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลือกตั้ง และการแก้ไขอำนาจของฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งได้ อาทิ นายชัย ชิดชอบ สปช.ในฐานะกมธ.ปฏิรูปการเมือง เสียงข้างน้อย อภิปรายคัดค้านเนื่องจากระบบดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขการแทรกแซงการเมืองของระบบนายทุนได้

อีกทั้งข้อเท็จจริงเมื่อถึงการเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคการเมืองสามารถเรียกรับเงินจากนายทุน 100-1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้งได้ โดยประเด็นดังกล่าว นายสมบัติ ทราบข้อมูลเป็นอย่างดี เพราะเคยเป็นเลขาธิการพรรคการเมืองบางพรรคอยู่ นอกจากนั้นแล้วในการเลือกตั้งระบบเขตที่ผ่านมามีการซื้อเสียงราคาหัวละ 100-500 บาท แต่หากให้เลือกตั้งนายกฯ และครม. โดยตรง ตนขอรับประกันว่าจะมีการซื้อเสียงหัวละ 1,000-10,000 บาทแน่นอน อีกทั้งประเด็นดังกล่าวที่ผ่านมา กกต.ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะไม่สามารถส่งคนไปคุมทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้านได้ และเขาถือเงินเป็นกระเป๋าเจมส์บอนด์ และเปลี่ยนมาเป็นเป้สะพายหลังของทหารและลงสู่หมู่บ้าน

ยันนายกฯต้องมาจากหัวหน้าพรรคเท่านั้น

"ผมกังวลมาก และอยากให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญให้ดี และสกัดปัญหาการซื้อเสียงเลือกตั้งให้ได้ โดยสาระสำคัญคือต้องไม่ให้เกิดการต่อรองผลประโยชน์ การขายเสียงของส.ส.ในสภา ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรบัญญัติให้นายกฯ ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้น และมาจาก ส.ส. ส่วน ครม.เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องให้ความเห็นชอบ รวมถึงมีกลไกขจัดทุจริตให้ชัดเจนเพื่อให้ได้คนที่มีคุณธรรม ส่วนจะใช้เงินใช้ทองขอให้เป็นสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง” นายชัย กล่าว

ยก3เหตุผลค้านเลือกตั้งนายกฯโดยตรง

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ สมาชิกสปช. เห็นว่าข้อเสนอการเลือกนายกฯ โดยตรงนั้น ยังไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในขณะนี้ และมองว่าไม่สามารถแก้ปัญหาทุจริตได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ 1.เวลานี้ต้องยอมรับว่าหมู่บ้านทางชนบทได้เปลี่ยนเป็นหมู่บ้านการเมือง ที่ติดกับดักทางการเมืองในการพึ่งพานักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศเป็นจำนวนมาก

2.ประเด็นดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาการแตกแยกทางการเมือง เพราะโครงข่ายการเมืองกลุ่มต่างๆ แพร่ไปทั่วประเทศ ดังนั้นการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงจึงไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ 3.อาจทำให้ประสิทธิภาพการบริหารประเทศลดน้อยลง แต่ทำให้การถอดถอนอาจยากขึ้น

"เวลานี้เราต้องยอมรับว่า ประเด็นดังกล่าวอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้นำไปสู่การแบ่งแยกมากขึ้นอีก อีกทั้งการเมืองสมัยนี้ไม่สามารถหาสปิริตได้จากนักการเมืองได้เหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นถ้าให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งโดยตรงอาจทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นจึงต้องมาหาวิธีก่อนว่า จะทำอย่างไรจึงจะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ”

"ดิเรก"ย้ำระบบเดิมดีที่สุด

นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกสปช. อภิปรายว่า ตนยังไม่เห็นว่า ระบบใหม่จะดีกว่าระบบเดิมอย่างไร เพราะการพิจารณาในกมธ.ก็จบตรงที่ว่าป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งมองว่าไม่มีทางป้องกันได้ ทั้งนี้ระบบการเมืองนั้นเป็น 3 ระบบคือ 1.ระบบควบอำนาจ 2.ระบบแยกอำนาจ และ 3.ระบบผสม ซึ่งประเทศไทยเราใช้ระบบควบอำนาจมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อไม่มีคนชี้ให้เห็นว่าระบบใหม่ดีกว่าระบบเดิมอย่างไร จึงเห็นว่าระบบเดิมดีที่สุด

"การซื้อสิทธิขายเสียงไม่สามารถแก้ที่ระบบได้แต่ต้องแก้ที่คนเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากคนทั้งสิ้น" นายดิเรก กล่าว

สำหรับประเด็นเรื่องที่มาของส.ส.นั้น เห็นว่า ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง และเห็นว่าระบบที่ให้มีส.ส.แบ่งเขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนดีอยู่แล้ว และการมีส.ส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้เห็นชื่อนายกฯ และรัฐมนตรีได้อย่างชัดเจน

นายประสาร มฤคพิทักษ์ กมธ.เสียงข้างน้อย เห็นว่า การให้ประชาชนเลือกนายกฯและรัฐมนตรี โดยตรงนั้น ไม่ได้แก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ เพราะต้องยอมรับว่า ประเทศไทยกับระบบนี้เป็นเนื้อเดียวกันมานาน นอกจากนี้เห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาการซื้อเสียง แต่จะทำให้ซื้อเสียงมากขึ้น ทุนใหญ่เท่านั้นที่จะมีอานุภาพในการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

แนะตั้งครม.ให้ผ่านรัฐสภาเห็นชอบ

ด้านนายนันทวัฒน์ บรมานันท์ กมธ.ปฏิรูปการเมือง อภิปรายคัดค้านการเลือกตั้งนายกฯ และครม.โดยตรง เนื่องจากมองว่าหากพรรคการเมืองใดเสนอบัญชีรายชื่อ ครม.ให้เลือกแล้ว แต่พบว่ามีคนเก่งที่เหมาะสมเป็นครม. ซึ่งอยู่ในบัญชีครม.ของพรรคการเมืองอื่น อาจทำให้ตัดโอกาสการเข้ามารับใช้ประเทศของบุคคลในบัญชีครม.พรรคการเมืองอื่นๆ

นอกจากนั้นตนขอเสนอให้นายกฯ มีที่มาจากระบบรัฐสภาแบบเดิมจะเหมาะสมที่สุด แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบการเลือกตั้งให้ได้ผลดียิ่งขึ้นเพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดเข้ามาทำหน้าที่ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับ ครม.นั้น ต้องมีการกลั่นกรองก่อนนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยตนมีขอเสนอให้นายกฯ ทำบัญชีรายชื่อ ครม. เสนอให้รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็น โดยบุคคลที่จะอยู่ในบัญชีครม. ต้องเป็นคนเก่ง มีความซื่อสัตย์ มีความถนัดเฉพาะด้านที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงนั้น จากนั้นให้นายกฯ นำบัญชีรายชื่อ ครม. เสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบประวัติจากบุคคลภายนอกรัฐสภาได้ด้วย ทั้งนี้หากการตรวจสอบพบว่ามีคนที่สังคมไม่สนับสนุน นายกฯ ไม่ต้องตั้งบุคคลนั้น และให้บุคคลอื่นมาเป็นรัฐมนตรีแทน

กมธ.ยกร่างถกข้อเสนอสปช.-สนช.วันนี้

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่าหลังจากที่กมธ.ยกร่างฯ ได้รับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญของ สปช.แล้ว ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ได้นัดประชุมกมธ.ฯ ในเวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาข้อเสนอของ กมธ.ทั้ง 18 คณะ และข้อเสนอแนะของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ เพื่อพิจารณาเนื้อหาสาระที่เห็นควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือนำไปจัดทำเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

พท.ยื่นป.ป.ช.ฟัน"ภักดี"ขาดคุณสมบัติ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อตีตรมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.ในกรณีขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการป.ป.ช.

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อครั้งนายภักดีได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.นั้น ยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ดังนั้น ตามกฎหมายต้องลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทภายใน 15 วัน นับแต่วันโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คือวันที่ 22 ก.ย.2549 แต่จากหลักฐานปรากฏว่า หนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทดังกล่าวลงวันที่ 15 ธ.ค.2549 แม้นายภักดีจะอ้างว่า ได้ทำหนังสือลาออกจากกรรมการบริษัทไปยังองค์การเภสัชกรรม เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2549 แต่องค์การเภสัชฯ มีสถานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทองค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ฯ ซึ่งแม้องค์การเภสัชกรรมจะแจ้งการลาออกไปยังบริษัทแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ทำเมื่อล่วงพ้น 15 วัน การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการลาออกไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

"ปานเทพ"ชงเข้าที่ประชุมป.ป.ช.วันนี้

ด้านนายปานเทพ กล่าวว่า ได้รับทราบแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว มีการฟ้องร้องเป็นคดีความในชั้นศาล มีการดำเนินการถอดถอน แต่ก็จบไปหมดทุกอย่างแล้ว ขณะเดียวกันการตรวจสอบคุณสมบัติก็มีขึ้นก่อนการเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.อยู่แล้ว ยังสงสัยว่า อำนาจหน้าที่ของตนมีสิทธิตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช.คนอื่นหรือไม่ และจะตรวจสอบได้อย่างไร เพราะไม่มีการระบุไว้ในกฎหมาย ดังนั้น ต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมป.ป.ช.ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ เพื่อพิจารณา และเปิดโอกาสให้นายภักดีเป็นผู้ชี้แจง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีกรรมการขาดคุณสมบัติคดีที่เคยชี้มูลจะต้องเป็นโมฆะหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น