"ศรีวราห์" ผบช.น. สั่งสอบวินัยร้ายแรงตำรวจพันป้ายโฆษณาป้อมจราจร ผวาถูกย้ายออกนอกหน่วย
จากกรณี พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ได้มีหนังสือคำสั่งตรวจสอบข้าราชการตำรวจระดับ ผกก.เกือบ 50 นาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดตั้งจอแสดงภาพหรือป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ บริเวณป้อมจราจรตามแยกต่างๆ ในพื้นที่ กทม. โดยขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการติดตั้ง เพื่อใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์งานด้านต่างๆ ของตำรวจโดยมีการแบ่งสัดส่วนการประชาสัมพันธ์ให้บริษัท ซึ่งอาจเป็นการใช้พื้นที่ของทางราชการในทางมิชอบ ในลักษณะเอื้อประโยชน์ บริษัทเอกชนให้เข้ามาประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์บนที่ราชพัสดุ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมและมีหลักฐานเป็นหนังสือยินยอมแบบไม่ถูกต้องตามระเบียบทางราชการ แต่ผ่านไปกว่า 1 เดือน กลับยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ กระทั่งเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ศรีวราห์ ได้มีหนังสือคำสั่งไปยัง ผบก.น. 1-9 ทั่วเขตนครบาล ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงข้าราชการตำรวจ ที่มีชื่อปรากฏในแต่ละโรงพักสังกัดในพื้นที่ให้ละเอียด และให้มีหนังสือชี้แจงกลับมาที่ ผบช.น. ภายใน 15 วัน โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รองผบช.น. เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนข้อเท็จจริงนั้น
ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 17 ธ.ค. พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รองผบช.น. กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ระดับ บช. หากพบมีการกระทำผิดจะมีโทษสูงสุดถึงปลดออก หรือไล่ออก ซึ่งมีกำหนดให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด ในส่วนของตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ในระดับ บก. และ บช. ซึ่งระดับ บก. จะมีผบก. เป็นผู้ดูภาพรวม และ ระดับ รอง ผบก. เป็นหัวหน้าคณะกรรมการทั้งหมด 3 ชุด คือ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ตรวจสอบแต่ละโรงพัก และรายงานผลมาที่ ผบก. เป็นผู้ทำรวบรวมข้อมูลส่งให้ ผบช.น. ต่อไป นอกจากนี้มีรายงานว่าในส่วนระดับ บช. จะมี รอง ผบช.น.เป็นผู้รวบรวมข้อมูลบริษัทเอกชนที่มาทำสัญญากับ บช.น. ซึ่งมีทั้งหมด 19 โรงพัก ส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พิจารณาต่อไป
นอกจากนี้รายงานข่าวระบุว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า การติดตั้งป้ายโฆษณาของบริษัทเอกชน ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ผลประโยชน์อะไรกับตำรวจ แต่ตามป้อมจราจรที่มีการติดตั้งป้ายโฆษณาเป็นที่พบเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งเมื่อเป็นที่ราชพัสดุเอกชนสามารถเข้ามาดำเนินการ การเช่าหรือการทำสัญญา จะต้องได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ เสียก่อน จึงจะสามารถใช้พื้นได้ โดยต้องมีการตกลงทำสัญญาว่าจะมีอัตราค่าเช่าเป็นรายปีให้กับกรมธนารักษ์ตามระเบียบที่ระบุไว้ เมื่อไม่มีการดำเนินการในส่วนนี้ ทำให้หลวงไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการค่าเช่าใช้พื้นที่ดังกล่าวของบริษัทเอกชน ทำให้การติดตั้งป้ายโฆษณาบนป้อมจราจรจึงเข้าข่ายมีความผิดการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน
สำหรับขั้นตอนการสืบสวนหากพบว่ามีความผิด ก็จะพิจารณาว่าจะมีความผิดมากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ขั้นตอนการสอบสวน ซึ่งจะเป็นขั้นตอนในการแจ้งข้อหา การให้ปากคำ ซึ่งหากกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้นจะต้องมีการแจ้งข้อหาตำรวจที่มีความผิด คือ ‘ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้’ตามมาตรา79 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 การกระผิดวินัยอย่างร้ายแรง หลังจากขั้นตอนการสอบสวน ในขั้นตอนต่อไปจะจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงในระยะเวลา 60 วัน โดยจะตรวจสอบความผิดอย่างละเอียด หาข้อเท็จจริง ซึ่งตำรวจแต่ละคนที่มีรายชื่อ ก็จะได้รับโทษไม่เท่ากัน มีโทษตั้งแต่หนักสุด ความผิดในส่วนความบกพร่องต่อหน้าที่ จนถึงไม่ได้รับโทษเลย ซึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับตำรวจทุกคน อย่างไรก็ตามในส่วนตำรวจที่มีความผิดสามารถชี้แจ้งได้ภายในกรอบระยะเวลา 15 วัน
ขณะเดียวกันมีการตั้งข้อสังเกต รวมทั้งได้วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างว่า การตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงดังกล่าว อาจทำให้ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจถูกโยกย้าย ซึ่งใกล้กับช่วงการแต่งตั้งโยกย้าย และอาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของตำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นตำรวจในระดับผู้กำกับการ และรองผู้กำกับการฝ่ายจราจร หลายคนถึงขั้นแสดงความเห็นว่ารู้สึกไม่เป็นธรรม เนื่องจากตำรวจคนก่อนได้ทำไว้ ขณะเดียวกันแหล่งข่าวในกองบัญชาการตำรวจนครบาลแสดงความเห็นว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด ซึ่งการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงมีมาตั้งแต่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. เข้ามารับตำแหน่งในเดือน ต.ค. จนมาสู่การตั้งคณะกรรมการสืบสวน และสู่กระบวนการสอบสวน ซึ่งระยะเวลาล่าช้ามาจนมาถึงช่วงโผการแต่งตั้ง โผ รอง ผบก. ผกก. และรอง ผกก. ซึ่งความผิดดังกล่าวอาจไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้ถูกย้ายออกนอกหน่วย แต่ก็เป็นเหตุผลที่สามารถย้ายได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีรายชื่อต้องโดนโยกย้าย การโยกย้ายต้องมีองค์ประกอบอื่นๆพิจารณาร่วมด้วย เช่น การทำงานและผลงานที่เคยทำมา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ได้มีหนังสือคำสั่งให้ตำรวจทุกสถานีตรวจสอบตู้ยามสายตรวจ และป้อมสัญญาณไฟจราจร รวมทั้งบริเวณอาคารที่ทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่มีการติดตั้งป้ายโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ว่ามีการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบกฎหมายหรือไม่ หากมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือผิดเงื่อนไขสัญญาให้ดำเนินการรื้อถอนโดยด่วน เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าทาง สน.ดุสิต ได้มีการรื้อป้ายโฆษณาดังกล่าวออกแล้ว
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ผกก.แต่ละโรงพัก รวมทั้ง รอง ผกก.จร.ที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องหลังจากมีหนังสือคำสั่งเร่งรัดออกมา ซึ่งพบว่าบางส่วนได้มีการส่งหนังสือชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมาการจัดเก็บรายได้ของป้ายโฆษณา ส่งไปยังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละ บก.น.ไป ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการอีกครั้ง อย่างไรก็ตามยังมีอีกบางโรงพักที่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลที่แน่ชัด จึงได้ทำหนังสือขอเลื่อนการชี้แจงออกไปก่อน
ด้าน พ.ต.อ.ชูตระกูล ยศมาดี ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า ในส่วนจอแสดงภาพหรือป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ บริเวณป้อมจราจรตามแยกต่างๆที่พบในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ทองหล่อ นั้น มีด้วยกันทั้งหมด 11 ป้าย ซึ่งทั้งหมดเป็นจอแสดงภาพชนิด LED ซึ่งที่มาของการจัดทำป้ายทั้งหมดนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. บช.น.เป็นผู้จัดทำขึ้นตามหนังสือลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับภาคเอกชน และ 2.ป้ายที่ภาคเอกชนเป็นผู้ติดต่อเข้ามายัง สน.ทองหล่อ โดยขณะนี้ทาง สน.ทองหล่อ กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับที่ไปที่มาและวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บรายได้ป้ายจากเอกชนซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ จึงได้ทำหนังสือไปยังคณะกรรมการตรวจสอบ บก.น. 5 เพื่อขอเลื่อนเวลาชี้แจงออกไปก่อน อย่างไรก็ตามในส่วนของการชี้แจงนั้น ตนก็ชี้แจงตามข้อเท็จจริง ซึ่งในส่วนของป้ายโฆษณานั้นมีมาก่อนที่ตนมาดำรงตำแหน่ง





