วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมบัติ'แจงเลือกนายกฯ-ครม.ตรงไม่เปลี่ยนการปค.

ปธ.กมธ.การเมืองแจง7ข้อดี-3ข้ออ่อน ข้อเสนอเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง ยันไม่เปลี่ยนระบบปกครองเป็นประธานาธิบดี

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ฯ ต่อที่ประชุมสปช. ว่า กมธ.เสียงข้างมากได้เสนอใช้แนวทางการประยุกต์หลักแบ่งแยกอำนาจ เพื่อลดการผูกขาดของฝ่ายบริหารและสร้างความเข้มแข็งให้กับนิติบัญญัติต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล โดยให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นายกฯ และ มีบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็น ครม. มีข้อดี คือ 1.ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่สมัครเป็น นายกฯ และครม. รวมถึงนโยบายก่อนการเลือกตั้งได้, 2.เป็นข้อกำหนดให้พรรคการเมืองคัดคนดีให้ประชาชนพิจารณาเพื่อเพิ่มโอกาสการชนะการเลือกตั้ง, 3.ฝ่ายบริหารทำหน้าที่เฉพาะการบริหารไม่ต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ทุ่มเทเวลาแก้ปัญหาให้ประชาชน, 4.ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ, 5.ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องตอบแทน หรือให้จัดสรรงบประมาณให้ส.ส. ในพื้นที่ ถือเป็นช่วงปิดโอกาสได้, 6.การถ่วงดุลอำนาจมีประสิทธิภาพ คือ เมื่อฝ่ายบริหารประพฤติมิชอบ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบและฟ้องคดีต่อศาลการเมืองได้โดยตรง, 7. ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจยุบสภา ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอิสระจากการคุกคามของฝ่ายบริหาร

นายสมบัติ กล่าวถึงจุดอ่อนว่า 1. หากนายกฯ ได้รับเสียงสนับสนุน 20 - 30 ล้านเสียงอาจจะเหิมเกริม แต่กรณีดังกล่าวจะมีการออกแบบเครื่องมือให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรจสอบและฟ้องคดีศาลการเมืองได้ หากใครทำผิดต้องถูกตรวจสอบ นอกจากนั้นหลักการเมืองทั่วไปเมื่อประชาชนเลือกคนให้มาทำดี หากเข้ามาแล้วทำทุจริตจะไม่ได้รับสนับสนุน เหมือนนายโจเซฟ เอสตราด้า อดีตประธานาธิบดีประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะได้รับเสียงเลือกตั้งจำนวนมาก แต่เมื่อเข้ามาทำทุจริต ประชาชนก็ขับไล่ , 2.หากฝ่ายบริหารมีเสียงข้างน้อยในสภา อาจเป็นอุปสรรคต่อการผ่านกฎหมาย ทั้งนี้มีแนวโน้มเป็นไปได้เพราะมีตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในระเทศไทยไม่ใช่ระบบสองพรรค ดังนั้นหากรัฐบาลได้เสียงสนับสนุนไม่เกินครึ่งหนึ่งสามารถดึงพรรคอื่นมาสนับสนุนได้, 3.ปัญหาการใช้เงินเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ต้องมีกฎหมายกำหนดการใช้เงินเลือกต้ง และมีมาตราการตรวจสอบ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), กลุ่มการเมือง ทั้งนี้ยืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองเป็นไปประธานาธิบดี เพราะอำนาจของพระมหากษัตริย์ฐานะประมุขของประเทศยังคงมีอยู่

จากนั้นเป็นการอภิปรายของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนความเห็นไว้โดยสาระสำคัญคือคัดค้านข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกฯ และครม. โดยตรง เพราะเห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียงเลือกตั้ง และการแก้ไขอำนาจของฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งได้ อาทิ นายชัย ชิดชอบ สปช.ฐานะกมธ.ปฏิรูปการเมือง เสียงข้างน้อย อภิปรายคัดค้านเนื่องจากระบบดังกล่าวไม่สามารถไม่สามารถแก้ไขการแทรกแซงการเมืองของระบบนายทุนได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงเมื่อถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองสามารถเรียกรับเงินจากนายทุน 100 - 1,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการเลือกตั้งได้ โดยประเด็นดังกล่าวนายสมบัติทราบข้อมูลเป็นอย่างดี เพราะเคยเป็นเลขาธิการพรรคการเมืองบางพรรคอยู่ นอกจากนั้นแล้วในการเลือกตั้งระบบเขตที่ผ่านมามีการซื้อเสียงราคาหัวละ 100 - 500 บาท แต่หากให้เลือกตั้งนายกฯ และครม. โดยตรง ตนขอรับประกันว่าจะมีการซื้อเสียงหัวละ 1,000 - 10,000 บาทแน่นอน อีกทั้งประเด็นดังกล่าวที่ผ่านมา กกต. ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะไม่สามารถส่งคนไปคุมทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้านได้และเขาถือเงินเป็นกระเป๋าเจมบอนด์ และเปลี่ยนมาเป็นเป้สะพายหลังของทหารและลงสู่หมู่บ้าน

“ผมกังวลมาก และอยากให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญให้ดี และสกัดปัญหาการซื้อเสียงเลือกตั้งให้ได้ โดยสาระสำคัญคือต้องไม่ให้เกิดการต่อรองผลประโยชน์ การขายเสียงของส.ส.ในสภา ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรบัญญัติให้นายกฯ ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้นและมาจาก ส.ส. ส่วน ครม. เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องให้ความเห็นชอบ รวมถึงมีกลไกขจัดทุจริตให้ชัดเจนเพื่อให้ได้คนที่มีคุณธรรม ส่วนจะใช้เงินใช้ทองขอให้เป็นสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้ง” นายชัย กล่าว

ด้านนายนันทวัฒน์ บรมานันท์ กมธ.ปฏิรูปการเมือง อภิปรายคัดค้านการเลือกตั้งนายกฯ และครม. โดยตรง เนื่องจากมองว่าหากพรรคการเมืองใดเสนอบัญชีรายชื่อ ครม. ให้เลือกแล้ว แต่พบว่ามีคนเก่งที่เหมาะสมเป็นครม. ซึ่งอยู่ในบัญชีครม. ของพรรคการเมืองอื่น อาจทำให้ตัดโอกาสการเข้ามารับใช้ประเทศของบุคคลในบัญชีครม. พรรคการเมืองอื่นๆ นอกจากนั้นตนขอเสนอให้นายกฯ มีที่มาจากระบบรัฐสภาแบบเดิมจะเหมาะสมที่สุด แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบการเลือกตั้งให้ได้ผลดียิ่งขึ้นเพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดเข้ามาทำหน้าที่ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับ ครม. นั้น ต้องมีการกลั่นกรองก่อนนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยตนมีขอเสนอให้นายกฯ ทำบัญชีรายชื่อ ครม. เสนอให้รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็น โดยบุคลที่จะอยู่ในบัญชีครม. ต้องเป็นคนเก่ง มีความซื่อสัตย์ มีความถนัดเฉพาะด้านที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงนั้น จากนั้นให้นายกฯ นำบัญชีรายชื่อ ครม. เสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบประวัติจากบุคคลภายนอกรัฐสภาได้ด้วย ทั้งนี้หากการตรวจสอบพบว่ามีคนที่สังคมไม่สนับสนุน นายกฯ ไม่ต้องตั้งบุคคนนั้น และให้บุคคลอื่นมาเป็น รมต. แทน

ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ปฏิรูปการเมือง อภิปรายว่าสำหรับการเลือกนายกฯ ต้องทำภายใต้การพิจารณาและเห็นชอบของรัฐสภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่วนการส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งนั้นขอให้เพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการพิจารณาส่วนดังกล่าวแทนการพิจารณาโดยความเห็นชอบจากกรรมการบริหารพรรคการเมืองเท่านั้น