วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชงสกัด'ประชานิยม'

กมธ.ปฏิรูปเศรษฐกิจชงออก "พ.ร.บ.ป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่สร้างความนิยมทางการเมือง" สกัดนโยบายประชานิยม

อุดช่องโหว่ ส.ส.ตัดงบเอื้อประโยชน์ตัวเอง "ประโมทย์"เสนอตั้งศาลสิ่งแวดล้อม แก้ขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่สมาชิกสปช.เสนอตั้งธนาคารแรงงาน "ประยุทธ์"ย้ำข้อเสนอปฏิรูปยังไม่ยุติ อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย

ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาความเห็นข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญประจำสภาปฏิรูปแห่งชาติ 18 คณะ เป็นวันที่สอง เมื่อวานนี้(16 ธ.ค.) นายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ได้เสนอความเห็นให้มีมาตรการป้องกันการใช้นโยบายประชานิยม โดยออกเป็น พ.ร.บ.ป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่สร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบอบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว เพื่อป้องกันการออกนโยบายประชานิยมแบบง่ายๆ ไม่คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยการเสนอนโยบายประชานิยมจะต้องระบุรายละเอียดชัดเจนว่า มีประโยชน์อย่างไร เกิดกับใคร จะใช้เงินจากส่วนใดมาดำเนินการ และจะมีผลกระทบต่อภาระประเทศในอนาคตหรือไม่ เป็นการให้ประชาชนช่วยตรวจสอบโครงการเพื่อความรอบคอบ ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีของโครงการเพียงอย่างเดียว เป็นการเสนอนโยบายโดยไม่รับผิดชอบ นอกจากนี้ เสนอให้บุคคลพึงแสดงสถานะรายได้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

นอกจากนี้กระบวนการงบประมาณมีช่องโหว่ ส.ส.ตัดงบเอาไว้ มีช่องทางไม่เป็นทางการ เอาไปใช้ประโยชน์ ต้องมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น และรัฐวิสาหกิจ ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการดำรงอยู่ว่า ควรเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่หรือไม่ ต้องมีสายในการดูแลกิจการพลังงานทุกกิจการ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน

"กิตติพงศ์"เสนอปฏิรูปภาษีครั้งใหม่

นายกิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สปช. อภิปรายว่า ต้องมีการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ เพราะเรามีคนที่อยู่นอกภาษีอากรเยอะมาก มาตรการภาษีอากรไทยต้องทำการปฏิรูปทั้งหมด ทั้งนี้ความผิดพลาดอยู่ที่รัฐเป็นคนกำหนดภาษีอย่างเดียว ต้องเพิ่มฐานภาษีให้เกิดขึ้น เพราะการหนีภาษีกลายเป็นวัฒนธรรมของประเทศไทย ไทยต้องรื้อโครงสร้างใหม่ในการพลิกโฉมประเทศ โดยต้องมีการคิดตั้งคณะกรรมการภาษีอากร ซึ่งร่วมไปกับสปช. และคณะกรรมการต้องมาจาก ภาครัฐ ธุรกิจ เอกชน ร่วมกันสร้างวัฒนธรรม นอกจากนี้จะเป็นการป้องกันการทุจริตอีกด้วย เพราะหากมีเงินที่ไม่มีที่มาที่ไป เอาโทษไม่ได้ แต่ต้องเสียภาษีก่อน

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สปช. อภิปรายว่า เมื่อดูประเทศไทยวันนี้ ระบบในบ้านเรา วางรากฐานวินัยการเงินการคลังมากกว่า 50 ปี แต่นักการเมืองบางท่าน ใช้ประโยชน์กับระบบที่เป็นอยู่ เรื่องวินัยการเงินการคลัง เราอาจเขียนเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เขียนให้เสร็จในปีหน้า การแก้ไขระบบและกฎหมายเดิมๆ กฎหมายที่ว่าประกอบด้วย เรื่องของเงินคงคลังก็ต้องเขียนใหม่ ต้องมีการประกาศมาตรการภาษีเพื่อไม่เกิดวิกฤติการคลังของประเทศ การจัดงบประมาณแบบ 2 ขาและเปิดเผยการใช้จ่ายของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบดูแล เช่นงบท้องถิ่น จะต้องเขียนว่า หากไม่มีการส่งงบก็จะจัดสรรงบอีกไม่ได้

น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. กล่าวว่า อยากเสนอให้เขียนในรัฐธรรมนูญว่า ต้องมีการออกกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางระบอบเศรษฐกิจ เพราะพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สำหรับประเทศไทยที่เป็นสวรรค์ของการผูกขาด เนื่องจากมีการผูกขาดทางธุรกิจของกลุ่มทุนจำนวนมาก

"ประโมทย์"เสนอตั้งศาลสิ่งแวดล้อม

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกมธ.ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ต่อที่ประชุมสปช.ว่า รัฐต้องสร้างหลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดี และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการดูแล แก้ปัญหา และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำ, ป่าไม้และที่ดิน, ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งภายใต้การสนับสนุนของรัฐตามแผนบริหารจัดการอย่างบูรณาการที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ขณะที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต้องตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเพื่อดูแลเรื่องดังกล่าว

สปช.เสนอตั้งธนาคารแรงงาน

ขณะที่พล.ท.เดชา ปุญญบาล ประธานกมธ.ปฏิรูปการแรงงาน รายงานความเห็นและข้อเสนอ ว่า มีสาระสำคัญ 7 ประเด็นที่เห็นควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมูญฉบับใหม่ คือ 1.ประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการใช้แรงงานต้องได้รับสิทธิที่ไม่ถูกบังคับให้ทำงาน หรือต้องทำงานโดยไม่มีทางเลือก หรือที่ผิดจากข้อตกลง หรือการล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งนี้เพื่อให้สิทธิของแรงงานเป็นไปตามมาตรฐานสากล

2.ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการพัฒนาทักษะฝีมือในทุกสาขาอาชีพและการเข้าถึงข้อมูลตลาดแรงงาน เช่น ค่าแรง 3.ผู้ใช้แรงงานต้องได้รับการคุ้มครอง และความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสตรีที่มีภาระครอบครัว, แรงงานพิการ, แรงงานสูงวัย

4.นายจ้างและลูกจ้างมีเสรีภาพในการจัดตั้งและเข้าร่วมองค์การของตนเองตามที่กฎหมายบัญญัติ 5.ต้องมีระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมไปยังแรงงานที่ขาดรายได้และส่งเสริมการออมในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน 6.ต้องมีการคุ้มครองและสงวนอาชีพให้กับคนท้องถิ่น และ 7.สำหรับการจัดนโยบายหรือมาตรการเกี่ยวกับแรงงาน โดยรัฐ ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ในประเด็นดังกล่าวมี สปช. ขออภิปราย 3 คน โดยมีสาระสำคัญเพิ่มเติม คือ ให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งธนาคารแรงงาน ที่มีองค์ประกอบและความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วน ได้แก่ รัฐ, สถาบันการเงิน, ประชาชน และ ภาคธุรกิจ เอกชน และอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่วางแผน พัฒนา สร้างหลักประกัน เพิ่มศักยภาพที่เหมาะสมกับแรงงาน

นายกฯชี้ข้อเสนอปฏิรูปยังไม่ยุติ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ปรารภในที่ประชุมครม.ถึงการปฏิรูปของคณะต่างๆ ว่า ทุกอย่างยังไม่ได้ข้อยุติ เป็นเพียงข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ ที่มีความคิดเห็นประกอบ จึงขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งวิตกกังวล ตีโพยตีพาย อย่าเพิ่งแสดงพลังคัดค้าน เพราะยังมีขั้นตอนอีกจำนวนมากกว่าจะได้ข้อยุติ และคสช.เองก็จะต้องพิจารณาร่วมกันกับภาคส่วนต่างๆ อีก จึงมั่นใจว่าท้ายที่สุดอะไรที่ออกมาต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในสังคม จะมีเหตุผลอธิบายให้สังคมเกิดการยอมรับได้ เพราะถ้าไม่มีเหตุผลรองรับก็ไปไม่ได้

"ประยุทธ์"สั่งล่าคนทำผิดม.112

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และ คสช. เกี่ยวกับการติดตามคนที่กระทำความผิดกฎหมายทั้งในและนอกประเทศว่า ตนสั่งการเอง โดยต้องไปไล่ดูรายละเอียดว่ามีอะไรบ้างค่อยๆ ทยอยพิจารณา แต่อย่าเพิ่งไปเชื่อมโยงอะไรกับใครทั้งสิ้น

"สิ่งแรกที่สั่งการไปให้รีบทำเป็นพิเศษคือ ต้องไปดูเรื่องการละเมิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นเบื้องสูง) และผลกระทบจากข่าวลือต่างๆ ที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับต่างชาติ นอกจากนี้ผู้ที่ทุจริต ละเมิดกระบวนการยุติธรรมต้องทยอยดำเนินการ ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เรา เพียงแต่แจ้งไปแล้วบางทีต่างชาติไม่ส่งตัวกลับมา"

ผู้สื่อข่าวถามว่าคนที่ละเมิดมาตรา 112 ที่หนีไปต่างประเทศจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต่างชาติไม่ส่งตัวมาให้ตำรวจไปจับก็ไม่ได้ และวันนี้มีเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น หลายคนหนีไปอยู่ประเทศโน้นประเทศนี้ ซึ่งต่างประเทศไม่เข้าใจกฎหมายไทย คงต้องทำเรื่องชี้แจงว่ามีความผิดอย่างไร และหารือกันต่อไปเพราะไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว แต่ยังดีกว่าให้บุคคลเหล่านี้ไปพูดให้เกิดความเสียหาย ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีจำนวนไม่ถึง 100 คน

ผู้สื่อข่าวถามว่าบุคคลเหล่านี้ถือเป็นภัยความมั่นคงของประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นภัยหมดทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม หรือผู้ที่ถูกกล่าวอ้างก็ต้องฟ้องกลับว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

"อย่างนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็เห็นๆ อยู่ เขียนอย่างโน้นอย่างนี้ไปเรื่อย คนประเภทนี้มีไม่กี่คนแล้วเป็นครูบาอาจารย์ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่ควรสอนให้คนปฏิเสธกฎหมาย ต้องสอนให้คนเคารพกฎหมาย วันนี้ผมไม่ยอมอยู่แล้ว ส่วนเว็บไซต์หมิ่นสถาบันขณะนี้กำลังติดตามอยู่ ถ้ารู้ตัวจะมีการห้ามปราม ติดตามไอพีแอดเดรส เรามีทุกวิธีตามกฎหมาย และไม่ควรดึงสถาบันลงมาเล่น ตรงนี้ไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

เปิดช่อง"นักโทษหลบหนี"กลับมาสู้คดี

ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. เปิดเผยผลการประชุมร่วม ครม.และ คสช. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กำชับแนวทางในการทำงานของทุกส่วนในหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงที่สำคัญ ได้แก่ 1.การดำเนินการต่อผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ทั้งผู้ที่อยู่ในประเทศ และต่างประเทศ ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องใช้ช่องทางที่เหมาะสมในการแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบว่ากำลังทำผิดกฎหมายในเรื่องใด พร้อมเปิดช่องทางให้กลับมาเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรม

2.ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินหน้าสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับกลุ่มที่ยังไม่เข้าใจและมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ในเรื่องการแก้ไขปัญหาและการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะนักศึกษา โดยให้พิจารณาวิธีการที่เหมาะสมและไม่ทำให้เกิดความรู้สึกในเชิงลบต่อกัน 3.สำหรับโครงการจัดซื้อจัดจ้างและโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน

เพิ่มเขี้ยวเล็บ"สันติบาล"ค้นสถานที่ต้องสงสัย

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้เสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ สตช. และเสนอร่างกฎกระทรวงควบคู่กันไป เพื่อแบ่งส่วนราชการที่เป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการอื่นใน สตช.

"เรื่องนี้เกิดมาจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล มีภารกิจในการสืบสวนหาข่าวด้านความมั่นคง แต่ว่าไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา เป็นเหตุให้เวลาที่จะเข้าตรวจสอบ ตรวจค้นพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน ทำไม่ได้ ทำให้การปฏิบัติงานล่าช้า ขาดความคล่องตัว"

ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล จึงเห็นสมควรที่จะเพิ่มอำนาจให้กับกองบัญชาการตำรวจสันติบาล รวมทั้งหน่วยระดับกองบังคับการในสังกัดของกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ให้สามารถมีอำนาจ ทั้งในเรื่องสืบสวน และสามารถปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาได้ด้วย