ออสเตรเลียเริ่มสอบสวนวิกฤติจับตัวประกัน หลังจบลงด้วยการบุกช่วยตัวประกัน ทำคนตาย 3 ราย
สื่อชี้ผู้ก่อเหตุเป็นผู้อพยพชาวอิหร่าน มีประวัติเคยส่งข้อความข่มขู่ครอบครัวทหารเสียชีวิตในอัฟกานิสถาน แต่ไม่มีความเชื่อมโยงองค์กรก่อการร้าย
ชาวออสเตรเลียที่อยู่ในอาการเศร้าโศกแห่ร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัยแก่ตัวประกัน 2 รายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์คนร้ายจับตัวประกัน 17 คนในร้านชอกโกแลต ลินด์ ย่านมาร์ติน เพลซ ในนครซิดนีย์ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าวันจันทร์ (15 ธ.ค.) และยุติลงเมื่อเช้ามืดวานนี้ (16 ธ.ค.) ทั้งยังมีการลดธงชาติลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต
นายกรัฐมนตรีโทนี แอบบอตต์ ไปร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัยใกล้จุดเกิดเหตุจับตัวประกัน และที่โบสถ์เซนต์แมรี ซึ่งห่างจากร้านกาแฟลินด์เพียง 500 เมตร มีการประกอบพิธีไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตด้วย
ด้านตำรวจได้เริ่มการสอบสวนเกี่ยวกับวิกฤติจับตัวประกัน โดยนางแคทเธอรีน เบิร์น รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ แถลงว่ากำลังมีการสอบปากคำทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสอบสวน
ตำรวจกำลังตรวจสอบว่า ตัวประกันที่เสียชีวิต 2 ราย เป็นเพราะถูกคนร้ายสังหารหรือถูกลูกหลงขณะที่เจ้าหน้าที่ยิงต่อสู้กับคนร้าย ขณะที่สื่อมวลชนรายงานว่า นายทอรี จอห์นสัน ผู้จัดการร้านวัย 34 ปี เสียชีวิตขณะแย่งปืนจากคนร้ายเพื่อปกป้องตัวประกันคนอื่นและปืนลั่นขึ้น ส่วนนางแคทรินา ดอว์สัน ทนายความวัย 38 ปีที่เป็นคุณแม่ลูก 3 เสียชีวิตที่โรงพยาบาล มีข่าวว่าเธอใช้ตัวบังกระสุนให้เพื่อนที่ตั้งครรภ์ แต่ตำรวจยังไม่ยืนยันข่าวที่จอห์นสันแย่งปืนกับคนร้าย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บ 4 คน รวมถึงตำรวจ 1 นาย
นายกรัฐมนตรีแอบบอตต์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการคาดเดาต่างๆ นานาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอาจใช้เวลาอีกระยะจึงจะอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเหตุใด
เปิดปูมคนร้าย
รายงานข่าวระบุว่า คนร้ายผู้ก่อเหตุ คือ นายมาน ฮารอน โมนิส วัย 50 ปี ผู้อพยพชาวอิหร่าน ที่อ้างตนว่าเป็นชีคอาหรับ มีประวัติเคยกระทำผิดเมื่อปี 2555 ฐานส่งข้อความข่มขู่และดูหมิ่นครอบครัวของทหาร 8 นายที่เสียชีวิตในอัฟกานิสถาน เพื่อประท้วงที่ออสเตรเลียเข้าไปพัวพันกับสงครามในอัฟกานิสถาน และยังถูกตั้งข้อหามากกว่า 40 ข้อหา ในคดีประทุษร้ายทางเพศด้วย รวมทั้งถูกตั้งข้อหาเมื่อปีที่แล้วว่าสมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรมภรรยาเก่าของเขา และอยู่ระหว่างได้ประกันตัว
นายแอบบอตต์ กล่าวว่า คนร้ายเป็นที่รู้จักดีในหมู่เจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลีย มีประวัติก่ออาชญากรรมรุนแรงมานาน หลงใหลอยู่กับความรุนแรงและสภาพจิตใจไม่มั่นคง
ทั้งนี้ เหตุจับตัวประกันยุติลงเมื่อมีตัวประกันอย่างน้อย 6 คน หลบหนีออกมาได้ จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นภายในร้าน ตำรวจพร้อมอาวุธหนักจึงบุกเข้าไป ตามด้วยเสียงปืนและระเบิดแสงโดยมีตัวประกันส่วนหนึ่งวิ่งกรูกันออกมาด้วยความหวาดกลัว หน่วยเก็บกู้ระเบิดได้เข้าไปค้นหาระเบิดภายในร้าน แต่ไม่พบ
ด้านเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐได้รับแจ้งจากทางการออสเตรเลียว่า ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าคนร้ายเกี่ยวข้องกับองค์กรก่อการร้าย
ออสเตรเลีย ได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรของสหรัฐ และขยายปฏิบัติการต่อสู้กับกลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรีย ก่อนหน้านี้ออสเตรเลียได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในระดับสูง เนื่องจากเกรงว่า พวกที่เดินทางไปร่วมรบกับไอเอสในตะวันออกกลาง หรือผู้สนับสนุนกลุ่มไอเอส จะก่อเหตุบนแผ่นดินออสเตรเลีย โดยรัฐบาลเชื่อว่าชาวออสเตรเลีย 60 คนกำลังสู้รบร่วมกับกลุ่มไอเอส ขณะที่อีก 100 คนสนับสนุนกลุ่มนี้อยู่ในประเทศ
ก่อนหน้านี้ ตำรวจออสเตรเลียได้สกัดการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศที่เมืองซิดนีย์และบริสเบน ด้วยกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 800 นายและดำเนินการตามหมายจับ 25 หมาย มีการตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 1 คนข้อหาร้ายแรงเกี่ยวเนื่องกับก่อการร้าย และยึดปืนได้อย่างน้อย 1 กระบอก การจู่โจมครั้งนี้มีขึ้นหลังจากมีการจับกุมผู้คน 2 คนในเมืองบริสเบนและถูกตั้งข้อหาระดมหาสมาชิก เงินทุน รวมถึงส่งนักรบไปซีเรีย นอกจากนั้น ยังมีการปิดธุรกิจโอนเงินแห่งหนึ่งในซิดนีย์ เพราะวิตกว่าถูกใช้เป็นช่องทางโอนเงินไปตะวันออกกลางเพื่อใช้เป็นทุนก่อการร้าย
สำหรับเหตุร้ายล่าสุด ได้ส่งผลให้มีการอพยพในบริเวณอาคารใกล้เคียง และส่งคลื่นความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนหวาดกลัวการฉลองเทศกาลคริสต์มาส เพราะวิตกด้านความปลอดภัย





