กมธ.ปฏิรูปเศรษฐกิจ เสนอมาตรการป้องกันประชานิยม อุดช่องโหว่ส.ส.ตัดงบ พร้อมปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่
การประชุมสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.) เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีคณะกรรมาธิการปฎิรูปเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง โดยนายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานกมธ. ชี้แจงว่า ให้มีมาตรการป้องกันการใช้นโยบายประชานิยม โดยออกเป็นพ.ร.บ.ป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่สร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบอบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว เพื่อป้องกันการออกนโยบายประชานิยมแบบง่ายๆ ไม่คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเสนอนโยบายประชานิยมจะต้องระบุรายละเอียดชัดเจนว่า มีประโยชน์อย่างไร เกิดกับใคร จะใช้เงินจากส่วนใดมาดำเนินการ และจะมีผลกระทบต่อภาระประเทศในอนาคตหรือไม่
ทั้งนี้เป็นการให้ประชาชนช่วยตรวจสอบโครงการเพื่อความรอบคอบ ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีของโครงการเพียงอย่างดี เป็นการเสนอนโยบายโดยไม่รับผิดชอบ และเสนอให้บุคคลพึงแสดงสถานะรายได้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
นอกจากนี้ กระบวนการงบประมาณมีช่องโหว่ ส.ส.ตัดงบเอาไว้ มีช่องทางไม่เป็นทางการ เอาไปใช้ประโยชน์ ต้องมีมาตราไปรองรับเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น และรัฐวิสาหกิจ ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการดำรงอยู่ว่า ควรเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่หรือไม่ ต้องมีสายในการดูแลกิจการพลังงานทุกกิจการ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน
นายกิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สปช. อภิปรายว่า ต้องมีการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ เพราะเรามีคนที่อยู่นอกภาษีอากรเยอะมาก มาตรการภาษีอากรไทยต้องทำการปฏิรูปทั้งหมด ทั้งนี้ความผิดพลาดอยู่ที่รัฐเป็นคนกำหนดภาษีอย่างเดียว ต้องเพิ่มฐานภาษีให้เกิดขึ้น เพราะการหนีภาษีกลายเป็นวัฒนธรรมของประเทศไทย ไทยต้องรื้อโครงสร้างใหม่ในการพลิกโฉมประเทศ โดยอาศัยมาตรา 31 ต้องมีการคิดตั้งคณะกรรมการภาษีอากร ซึ่งร่วมไปกับสปช. และคณะกรรมการต้องมาจาก ภาครัฐ ธุรกิจ เอกชน ร่วมการสร้างวัฒนธรรม นอกจากนี้จะเป็นการป้องกันการทุจริตอีกด้วย เพราะหากมีเงินที่ไม่มีที่มาที่ไป เอาโทษไม่ได้ แต่ต้องเสียภาษีก่อน
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สปช. อภิปรายว่า เมื่อเราดูประเทศไทยวันนี้ ระบบในบ้านเรา เราวางรากฐานวินัยการเงินการคลังมากกว่า 50 ปี แต่นักการเมืองบางท่าน ใช้ประโยชน์กับระบบที่เป็นอยู่ เรื่องวินัยการเงินการคลัง เราอาจเขียนเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เขียนให้เสร็จในปีหน้า การแก้ไขระบบและกฎหมายเดิมๆ กฎหมายที่ว่าประกอบด้วย เรื่องของเงินคงคลังก็ต้องเขียนใหม่ ต้องมีการประกาศมาตรการภาษีเพื่อไม่เกิดวิกฤติการคลังของประเทศ การจัดงบประมาณแบบ 2 ขา และเปิดเผยการใช้จ่ายของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบดูแล เช่น งบท้องถิ่น จะต้องเขียนว่า หากไม่มีการส่งงบก็จะจัดสรรงบอีกไม่ได้
น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. กล่าวว่า อยากเสนอให้เขียนในรัฐธรรมนูญว่า ต้องมีการออกกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางระบอบเศรษฐกิจ เพราะพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สำหรับประเทศไทยที่เป็นสวรรค์ของการผูกขาด เนื่องจากมีการผูกขาดทางธุรกิจของกลุ่มทุนจำนวนมาก





