(สัมภาษณ์พิเศษ) สุทัศน์ชูกรอบปฏิรูป ดันรายได้'คนจน'แตะล้านบาทใน20ปี
การปฏิรูปเพื่อลดเหลื่อมล้ำ เป็นประเด็นหนึ่งในการปฏิรูปใหญ่ของประเทศ แต่การปฏิรูปจะเดินต่อไปได้ จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาว
นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง อนุกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคมโดยกำหนดให้รัฐต้องกำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์แห่งชาติในปี 2575
"ถือเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และครบรอบ 250 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยกำหนดให้ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด 10% มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อปี"
นายสุทัศน์กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่สุดอยู่ประมาณ 1.6 ล้านครัวเรือน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยรวมกันของคนในครับครัวไม่ถึง 200,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละไม่ถึง 20,000 บาท ซึ่งคนกลุ่มนี้นอกจากมีรายได้น้อยที่สุดยังถือเป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ
"วิธีการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตคนเหล่านี้ขึ้นมา รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายในการยกระดับรายได้คนกลุ่มนี้ให้ได้ปีละ 10% เป็นการเพิ่มรายได้แบบสะสม โดยในระยะเวลา 16 - 17 ปีจะเพิ่มรายได้ให้เป็นครัวเรือนละ 1 ล้านบาทได้"
ในระยะเริ่มต้นรัฐบาลจำเป็นต้องมีการจัดระบบข้อมูลผู้มีรายได้น้อยโดยขึ้นทะเบียนครัวเรือนที่ยากจนจำนวน 1.6 ล้านครัวเรือน โดยคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐในลำดับความสำคัญแรก ทั้งสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุข การฝึกทักษะและสร้างอาชีพ
นายสุทัศน์ บอกว่า การยกระดับรายได้ของคนกลุ่มนี้จะไม่ใช่เอาเงินไปแจกเหมือนการทำนโยบายประชานิยมในอดีต แต่เป็นการใช้เงินเพื่อสร้างความรู้สร้างอาชีพเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจในการทำงานเพื่อพัฒนาตนเอง
“การยกระดับรายได้คนจนไม่ใช่การหว่านเงินลงไปโดยไม่มีเป้าหมายเหมือนกับหลายๆนโยบายที่ผ่านมา และการเอาเงินไปช่วยคนจนไม่ใช่การเอาปลาไปให้แต่ต้องสอนให้เขาตกปลาได้ ซึ่งเมื่อใช้เงินไปต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่นครัวเรือนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 10% โดยมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อครัวเรือนต่อปี ซึ่งจะเป็นนโยบายที่ยกระดับรายได้และเพิ่มโอกาสให้กับคนจนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเป็นการสร้างโอกาสให้คนในเจเนอเรชั่นต่อไป" นายสุทัศน์กล่าว
นายสุทัศน์กล่าวต่อไปว่า ในการวางแผนเพื่อพัฒนาประเทศไทยในระยะยาวประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของชาติที่มีความชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องโดยข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯระบุว่ารัฐต้องกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศ เพื่อให้มีเป้าหมายในการพัฒนาอย่างบูรณาการต่อเนื่องและผูกพัน โดยมุ่งทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน ประชาชนมีสมรรถนะ สังคมเอื้ออาทร แบ่งปันและเสมอภาค มีจริยธรรมและธรรมาภิบาล เป็นสังคมแห่งสติปัญญาที่มีคุณภาพ
"ยุทธศาสตร์ชาติจะต้องมีระยะเวลาผูกพันการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 20 ปี"
สำหรับขอบเขตในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจำเป็นต้องมีการวางกลยุทธ์ให้ครอบคลุมทุกด้าน เช่น เรื่องของอุตสาหกรรม การค้า การท่องเที่ยว การเกษตร รวมทั้งกลยุทธ์ที่จะครอบคลุมความมั่นคงทางด้านต่างๆที่จะต้องมีการวางกลยุทธ์และแผนของประเทศในระยะยาว ได้แก่ความมั่นคงทางด้านอาหาร ความมั่นคงทางด้านพลังงาน ความมั่นคงทางด้านการเงิน และความมั่นคงทางด้านทรัพยากรมนุษย์
"สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการวางกลยุทธ์ที่ถูกต้องจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถเพราะแต่ละด้านนั้นมีองค์ความรู้ที่หลากหลายและมีความสำคัญแตกต่างกันโดยเมื่อสามารถวางกลยุทธ์ในยุทธศาสตร์ชาติทุกด้านได้แล้วจะนำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติโดยใช้กลไกทั้งในและนอกประเทศที่มีอยู่เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สำเร็จ"
นายสุทัศน์กล่าวว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติในบางเรื่องแต่มีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานหรือเกี่ยวกับหลายกระทรวงการทำงานจะเป็นในรูปแบบต่างคนต่างทำ และหากมีข้อขัดแย้งก็จะไม่มีการหารือหรือถกเถียงกันจนได้ข้อสรุป
ดังนั้น ในการบริหารแผนงานยุทธศาสตร์ชาติจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบรวมศูนย์การบริหารงาน โดยยกระดับคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งตามโครงสร้างมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เป็นเลขานุการ โดยควรยกระดับความสำคัญขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลางซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในระดับเดียวกับรองนายกรัฐมนตรี สามารถสั่งการกระทรวงต่างๆหรือทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ย สรุปข้อถกเถียงของหน่วยงานเพื่อให้ข้อตกลงและการเจรจาระหว่างไทยกับต่างประเทศเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ
“โจทย์ของเราอยู่ข้างนอกทั้งเรื่องการค้าขายและการลงทุนที่จะต้องขยายออกไปมากขึ้น หน่วยงานกลางจะต้องมีอำนาจหน้าที่ในการสั่งการ มีอำนาจเหนือกระทรวงในการตัดสินใจให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ในอนาคตเราต้องเชื่อมโยงกับมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นชาติที่มีอิทธิพล ซึ่งไทยก็ต้องมีจุดยืนของตัวเองในการพัฒนาและสามารถสร้างสมดุลในการติดต่อเจรจากับมหาอำนาจต่างๆได้”นายสุทัศน์กล่าว





