วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รอสอบเพิ่มคดีจำนำข้าวคดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์'

อธิบดีอัยการฯแถลงคณะทำงานร่วมอัยการ-ป.ป.ช. สอบเพิ่มประเด็นขายข้าวจีทูจีคดี"ยิ่งลักษณ์"ทำจำนำข้าวเสียหาย5แสนล.

นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงผลความคืบหน้า การพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์สำนวนคดีโครงการจำนำข้าว ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการปราบปรามทุจริต ฯ มาตรา 123/1 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ที่ละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท หลังจาก เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาสอบเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่ 2.เรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่นั้นให้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการตรวจสอบหรือไม่อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร และ 3.เรื่องการทุจริตให้ไต่สวนพยานเพิ่มเติมว่า หากมีการทุจริตพบในขั้นตอนใดและอย่างไร

โดยนายสุรศักดิ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ของคณะทำงานอัยการที่ร่วมประชุมกับ ป.ป.ช. กล่าวว่า ตามที่คณะทำงานผู้แทนอัยการสูงสุดและคณะทำงานผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ร่วมประชุมพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์กันครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พ.ย.57 โดยผลการประชุมสรุปว่า คณะทำงานฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นว่า ควรสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติมและส่งพยานเอกสารให้ครบถ้วนตามที่ได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไว้ทุกประเด็น แต่คณะทำงานฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าจะส่งพยานเอกสารเพิ่มเติมและสอบพยานบุคคลบางปากที่เกี่ยวข้องกับเอกสารเท่านั้น โดยคณะทำงานแต่ละฝ่ายจะนำประเด็นที่พิจารณากันไปเสนอนายตระกูลอัยการสูงสุด และป.ป.ช.ว่าจะเห็นพ้องด้วยกับแนวทางของฝ่ายใดอย่างใด

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นายตระกูล อัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า หากมีการรวบรวมพยานเอกสารเพิ่มเติมและมีการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามประเด็นที่คณะทำงานฝ่าย ป.ป.ช. เห็นชอบด้วย และมีการสอบเพิ่มเติมในประเด็นของคณะทำงานฝ่ายอัยการสูงสุดเรื่องการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีให้สิ้นกระแสความแล้ว คดีก็น่าจะมีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีอาญาในชั้นศาล ซึ่งนายตระกูล อัยการสูงสุด ได้ยึดหลักกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม อำนวยความยุติธรรมให้แก่ทุกฝ่ายเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยหลังจากนี้คณะทำงานร่วมฯ จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งคณะทำงาน ป.ป.ช. จะกำหนดวันนัดประชุม โดยอย่างเร็วที่สุดคาดว่าภายในเดือน ธ.ค. ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทางอัยการกับ ป.ป.ช. มีแนวทางแตกต่างกัน แต่ในการทำงานทุกฝ่ายพยายามหาหลักฐานให้ดีที่สุด ซึ่งแนวทางของคณะทำงานอัยการมองว่า หากจะมีการดำเนินคดีในชั้นศาล หลักฐานทั้งหมดก็ควรจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์ และการร่างฟ้องจะต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนตามที่มีการกล่าวหา

นายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวชี้แจงว่า ขณะนี้ยังติดขัดในรายละเอียด การซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งเรื่องนี้มีการตั้งประเด็นไว้อยู่แล้ว โดยข้อเท็จจริงนี้ก็มีปรากฏอยู่ในสำนวน ป.ป.ช.แล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนเนื่องจากพยานในสำนวนการไต่สวน ป.ป.ช. ที่ส่งถึงอัยการสูงสุด มีถ้อยคำของพยานที่ให้การในส่วนของรายละเอียดการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีซึ่งมีความเห็นขัดแย้งไม่ชัดเจน โดยพยานบางปากให้การว่าไม่มีการซื้อขายแบบจีทูจี แต่ขณะที่พยานอีกส่วนหนึ่งยืนยันว่ามีการซื้อขายข้าวด้วยวิธีดังกล่าว จึงต้องหาข้อสรุปให้ได้ข้อชัดเจนเสียก่อนว่ามีการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นประเด็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งในสำนวนคดีนี้ อย่างไรก็ดีคาดว่าคณะทำงานร่วมฯ จะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน แต่ก็ไม่น่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้

เมื่อถามว่าพยานหลักฐานเท่าที่มีอยู่ขณะนี้สามารถสั่งฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติตามมาตรา 157 ได้หรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้เสร็จสิ้นก่อน ซึ่งตามข้อกล่าวหาของป.ป.ช.นั้นระบุเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช.และประมวลกฎหมายอาญาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพียงแต่ความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบนั้นเป็นบทกฎหมายเฉพาะ ซึ่งคาดว่าคงจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.ในครั้งหน้า โดยจะต้องรอดูพยานหลักฐานที่รวบรวมมาได้ทั้งหมดเสียก่อน รวมทั้งประเด็นเรื่องการสอบสวนเพิ่มเติมหลังจากนั้นก็จะมาพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้พยานหลักฐานมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และเมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลจะได้มีหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์

เมื่อถามว่าพยานหลักฐานเท่าที่มีอยู่น่าจะเชื่อมโยงกันได้หรือไม่ว่ามีการทุจริตในโครงการเกิดขึ้นแล้ว นายสุรศักดิ์ กล่าวชี้แจงว่า ขณะนี้พยานหลักฐานกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาในส่วนนี้ด้วย เพราะประเด็นทุจริตก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทาง ป.ป.ช. ชี้มูลมา โดยคาดว่าจะต้องรอประชุมร่วมคณะทำงานในครั้งหน้า ซึ่งคาดว่าคงจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามอัยการสูงสุดก็ได้เน้นย้ำโดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย