"รมว.ยุติธรรม"เร่งยกร่างพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง พร้อมหนุนขรก.แสดงบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่ซี7
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการรวมพลังสร้างเครือข่ายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่า ตนได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาแก้ปัญหาการทุจริตทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในหน่วยงานราชการมาก ซึ่งกระทรวงยุติธรรมมีหน่วยงานในสังกัดที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามทุจริต ในฐานะที่ผู้ดูแลภาพรวมทั้งหมด จึงเห็นว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง
เช่น สำนักป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อาจจะต้องโยกย้ายไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือการป้องกันปัญหาการฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างของรัฐขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนบาทไปจนถึงโครงการหลายหมื่นล้านบาท จำเป็นต้องยกร่างพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างให้มีผลบังคับใช้ เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างเดิมเป็นเพียงระเบียบพัสดุ ของสำนักนายกฯเท่านั้น จึงทำให้เกิดปัญหาการทุจริต ดังนั้นกฎหมายใหม่ควรมีเงื่อนไขให้ผู้บริหารหน่วยงานเซ็นอนุมัติการจัดซื้อ และต้องมีหลักฐานการสั่งการไม่ให้มีการสั่งด้วยวาจา ขณะที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดจะต้องเซ็นอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งกำหนดให้ชัดเจนว่าข้าราชการประจำที่ต้องร่วมรับผิดชอบจะต้องเป็นระดับไหน เพื่อไม่ให้นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงลอยตัวจากความรับผิดชอบเหมือนในอดีต
"กรณีทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท เป็นตัวอย่างที่ นักการเมืองใช้อำนาจนำงบจากการแปรญัติมาใช้ แต่เมื่อกระจายลงไปแล้ว มีการสั่งซื้อ หรือดัดแปลงการใช้งบระมาณแต่ไม่มีลายเซ็นผู้บริหารที่รับผิดชอบ กลายเป็นผู้ปฎิบัติคือข้าราชการที่ถูกสั่งการทางวาจา เมื่อได้รับคำสั่งจึงต้องทำตาม ดังนั้นจึงต้องออกกฎหมายเพื่อป้องกันข้าราชการ เพื่อป้องกันการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และการตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันการทุจริตในภาครัฐซึ่งมีหลายหน่วยงานร่วมเป็นการควบคุมระบบการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจากงานตรวจสอบทุจริต"พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า การขอให้ข้าราชการแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องดีโดยเฉพาะซี 7 ซี 8 ต้องเปิดเผยให้หมด เพราะการแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แค่กรอกข้อมูลให้เรียบร้อยเท่านั้น แต่หากใครคัดค้านไม่ต้องการแสดงบัญชีทรัพย์สินแสดงว่าตั้งใจมานั่งโกง เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ทุกฝ่ายจะได้สบายใจว่าการเข้ามาทำงานของนักการเมืองและข้าราชการโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงการแยกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม 3 หน่วยคือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น เห็นว่าโครงสร้างเดิมของทั้ง 3 หน่วยงานขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่หากจะแยกจากกระทรวงยุติธรรมไปก็ไม่ขัดข้อง และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการซึ่งต้องพิจารณาว่าสำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมรับหรือไม่ โดยสิ่งสำคัญต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าการไปอยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรับมนตรีดีกว่าอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรมอย่างไร. ส่วนข้อเสนอของสภาปฏิรูปห่งชาติ (สปช.) ที่เสนอให้ยุบรวมปปง. และ ป.ป.ท. ไปเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานป้องกันและปราบปรามทการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถือเป็นแนวคิดหนึ่งแต่ยังไม่มีความชัดเจน โดยขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว





