โภคิน เสนอปัดฝุ่น ห้ามเขียนนิรโทษกรรมคนล้มล้างสถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ ไว้ในรธน.ใหม่
ชี้ต้องทำเป็นประเพณีปกครอง กันรัฐประหารเกิดอีก พร้อมชูรธน.40เป็นหลักของร่างรธน.ใหม่ ชี้มีความเห็นตกผลึกแล้วคือ นายกฯต้องมาจากส.ส., ส.ส.ต้องสังกัดพรรค, คน18ปีมีสิทธิเลือกตั้ง ซัด “รธน.50” ย้อนยุค มีกลไกปิดกั้นบางพรรคการเมือง ตั้งองค์กรอิสระที่มีอคติ-สร้างความแตกแยกสังคม
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม กมธ. เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ คือ รับฟังความเห็น และข้อเสนอแนะจากนายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย, นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ และพิจารณารายงานของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่3 ว่าด้วยแนวนโนบายพื้นฐานแห่งรัฐ, รัฐสภา และ คณะรัฐมนตรี ที่นายสุจิต บุญบงการ ประธาน อนุ กมธ.ฯ นำเสนอ
โดยก่อนเข้าแสดงความเห็นต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นายโภคิน ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อเสนอต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศที่จะนำเสนอนั้นเป็นข้อเสนอชุดเดิมที่แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ให้ศึกษาก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยส่วนแรกจะมีความยาว 8 หน้ากระดาษ ที่ระบุถึงระบอบประชาธิปไตยไทยในระยะ 82 ปีที่ผ่านมา โดยช่วงแรก ปี 2475 - 2538 ที่เป็นช่วงของการต่อสู้ประชาธิปตย และมีข้อสรุปที่ตกผลึกแล้วคือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง, ส.ส.ควรสังกัดพรรคการเมืองไม่เช่นนั้นจะไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย, ผู้ที่อายุ 18 ปี ถือเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เตรียมเสนอคือให้ยึดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นหลัก เพราะได้ให้ความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมืองและทำให้การเมืองภาคพลเมืองมีความเข้มแข็ง ให้โอกาสประชาชนเสนอร่างกฎหมาย ถอดถอนฝ่ายการเมือง เน้นสิทธิและบทบาทประชาชน ผู้ด้อยโอกาสและสตรีมากขึ้น ส่วนตัวมองว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีแต่ต้องใช้เวลาการในการตกผลึก
นายโภคิน กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับสาระของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาที่ควรนำมาปรับใช้ อาทิ บทว่าด้วยนิรโทษกรรม ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 ที่เขียนไว้อย่างดี ในมาตรา 4 ว่า “การนิรโทษกรรมแก่ผู้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้” แต่ต่อมาหลักการดังกล่าวไม่เคยถูกนำมาเขียนไว้ ทำให้ผู้ล้มล้างการปกครองเขียนนิรโทษกรรมความผิดให้กับตัวเอง ก่อนหน้านั้นเขียนนิรโทษกรรมเป็นกฎหมายรายฉบับ แต่นับจากปี 2519 ได้เขียนการนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวต้องนำมาพิจารณาใหม่หรือไม่ เพื่อป้องกันการรัฐประหาร และให้การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมีความต่อเนื่อง
“การนิรโทษกรรมบุคคลที่ยึดอำนาจรัฐธรรมนูญต้องเขียนว่าทำไม่ได้ ให้ถือเป็นประเพณีปกครองไทย หากไม่ผลักดันและไม่เขียน เมื่อบุคคลเกิดความไม่พอใจก็แก้ปัญหาแบบนี้อีก และนำไปสู่ความไม่เข้าใจ และความแตกแยก ต้องยอมรับว่าความเห็นไม่ตรงกันสามารถมีได้ แต่เราต้องแก้ปัญหาบนพื้นฐานประชาธิปไตย ที่มีความศรัทธาและเชื่อในการตัดสินใจของประชาชน แม้ประชาชนจะยากจน หรือ ไร้การศึกษา แต่เขาไม่ได้โง่ ดังนั้นการปลูกฝังจิตสำนึกประชาธิปไตยและการเรียนรู้ประชาธิปไตยต้องเรียนจากวิถีชีวิตที่เป็นจริง ต้องให้มีส่วนร่วมไม่ใช่แค่การแสดงออกตอนเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาว่าเราจะเชื่อในสติปัญญาประชาชนหรือไม่ หากไม่ไว้ใจ มองว่าประชาชนจะเลือกคนโกงไปตลอด ก็จบ” นายโภคิน กล่าว
นายโภคิน กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ในปี 2550 ที่คณะรัฐประหารยุคนั้นมุ่งกำจัดหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างเต็มที่ มีบันไดสี่ขั้น และวางกลไกที่ย้อนยุค และให้มีองค์กรอิสระที่มาใช้อำนาจอย่างไม่ตรงไปตรงมา ไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม และยังมีอคติ จึงสร้างความแตกแยกมากขึ้น ดังนั้นเมื่อคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่าอยากเห็นการปรองดอง เป็นธรรมกับทุกฝ่าย สังคมเดินหน้า ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างใหม่ต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน เช่น ปัญหาเกิดจากระบบ, กฎหมาย หรือตัวบุคคล
“การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องพิจารณาถึงเหตุปัญหาด้วยว่า ที่ผ่านมามีปัญหาจากระบบ จากกฎหมาย หรือจากคน ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเกิดจากกฎหมายให้แก้ไขกฎหมายส่วนที่เป็นปัญหา แต่หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเกิดจากคน ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่มาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 19ฉบับ เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว ทั้งนี้คนอเมริกันไม่มีความเก่าแก่ อพยพมาจากทั่วโลก แต่เขาสามารถตกผลึกเป็นชนชาติ และความเป็นปึกแผ่น และบังคับใช้มาหลายร้อยปี แต่ทำไมไทยไม่สามารถก้าวผ่านสิ่งดังกล่าวได้ ดังนั้นต้องผลักดันให้เรื่องนี้ผ่านไปให้ได้” นายโภคิน กล่าว





