วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปณิธาน'ยันไม่ให้ต่างชาติตั้งสถานที่คุมขังในไทย

"ปณิธาน"ยันทุกรัฐบาลมีจุดยืน ไม่ให้ตั้งสถานที่คุมขังโดยมีต่างชาติเข้ามาบริหารจัดการในประเทศไทยไม่ได้

ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่ามีคุกลับที่ภาคอีสาน ซึ่งอาจเป็นที่ จ. อุดรธานี รัฐบาลไทยชี้แจงไปอย่างไร ว่า เขาไม่ได้ใช้คำว่าเรือนจำหรือคุก ในรายงานฉบับนั้น ระบุว่ามีหลายประเทศที่มีเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ประจำการอยู่ มีสถานที่ควบคุมเพื่อสอบสวน เพื่อที่จะดำเนินการส่งคนเหล่านั้นไปยังเรือนจำ อย่างเช่นที่ในประเทศคิวบา เป็นต้น เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนั้น เป็นเรื่องสถานที่ควบคุมในการสอบสวนในชั้นต้น อย่างกรณีนายฮัมบาลี เราก็ทราบกันดีว่า เราไม่ได้กักกันเขาไว้ในประเทศไทย คือหลังจับกุมเขาก็ส่งต่อไปนอกประเทศเลย แต่ในรายงานอาจระบุถึงปฏิบัติการในการร่วมมือกันในการจับกุมและคัดกรองคนเหล่านี้ในพื้นที่ต่างๆที่จับกุมได้

"เรื่องนี้ก็ต้องย้อนกลับไปถามรัฐบาลในช่วงนั้นที่รับผิดชอบเป็นหลัก แต่เข้าใจว่าทุกรัฐบาลมีจุดยืนคล้ายคลึงกัน คือประเทศไทยไม่อนุญาตให้ตั้งสถานที่ควบคุม คุมขัง โดยมีต่างชาติเข้ามาบริหารจัดการ ก็เป็นกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว และการปฏิบัติการทางทหารในบางเรื่องก็ยังมีชั้นความลับอยู่ แต่ว่าการดำเนินการต่างๆ รัฐบาลแต่ละช่วง ก็มีการชี้แจงให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ จึงต้องดูเป็นแต่ละกรณีไป " ปณิธาน กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อรายงานฉบับนี้ออกมา หลายประเทศหวั่นเกรงว่าจะมีการแก้แค้นหรือเกิดกระแสตีกลับ ในส่วนประเทศไทยมีการเตรียมพร้อมรับมือตามสถานฑูตหรือสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่ ดร. ปณิธาน กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีชื่อว่าไปทรมานนักโทษต่างประเทศ แม้กระทั่งกรณีนายฮัมบาลี ก็ไม่ได้รับรายงานว่า เขาไม่ได้รับความยุติธรรมหรือมีการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรงในบ้านเรา ดังนั้นการตกเป็นเป้าในการล้างแค้นหรือแก้แค้นจึงไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับประเทศไทย อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับการแจ้งเตือน ก็จะมีการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้อยู่แล้ว เฝ้าระวังในจุดที่ต้องสงสัยและทำการคัดกรองชาวต่างชาติมากขึ้น ถ้ามีกรณีไหนที่มีแนวโน้มเป็นภัยคุกคาม ก็จะมีแผนหรือมีการปฏิบัติการตามนั้น ขณะนี้ก็อยู่ในชั้นเฝ้าระวังและทำตามแผนที่ได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่น่าเป็นปัญหาในเรื่องการล้างแค้นหรือโจมตีอะไร เหมือนกับกรณีกลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่า รายงานฉบับนี้เอ่ยถึงประเทศไทยหลายครั้ง ถ้าประเทศไทยไม่มีส่วนร่วม เขาเอ่ยถึงประเทศไทยในแง่ไหน ดร. ปณิธาน กล่าวว่า ประเทศไทยกับสหรัฐฯเป็นพันธมิตรกัน 180 ปี โดยเฉพาะทางทหารมีปฏิบัติการร่วมกันในเรื่องความมั่นคง ทางทหาร การซ้อมรบ เป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เราก็ต้องระมัดระวังบ้าง หลายประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐ อาจระแวงไทย แต่ประเทศที่ต่อต้านสหรัฐฯ ก็เข้าใจดีว่าไทยก็ไม่ได้ใกล้ชิดกับสหรัฐฯในการปฏิบัติการทางทหารถึงขนาดเป็นเงื่อนไขในการมาโจมตีเรา แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะเราก็มีหลายกรณีที่กลุ่มก่อการร้ายสากลข้ามชาติเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เข้ามาพยายามก่อความไม่สงบ ขึ้นอยู่กับเราว่าเฝ้าระวังได้มากน้อยขนาดไหน ที่ผ่านมาหน่วยงานความมั่นคง ตำรวจสันติบาล ทหาร ก็เฝ้าระวังอยู่ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติในพื้นที่เฝ้าระวังได้เท่าไหร่ ปัญหาก็น้อยลงเท่านั้น