วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมบัติ ธำรงธัญวงศ์'ชี้6จุดแข็งเลือกตรงนายกฯ-ครม.

"การสนับสนุนระบบให้ ส.ส.เลือกนายกฯโดยไม่มีแนวทางแก้ไข ก็เท่ากับการสนับสนุนการคอร์รัปชันนั่นเอง"

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เขียนในเฟซบุ๊คส่วนตัวอธิบายหลักคิดของข้อเสนอ "การเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน" ซึ่งกำลังถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายอยู่ในขณะนี้

"คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมืองที่มีผมเป็นประธาน ได้มีมติให้ประยุกต์ระบบแบ่งแยกอำนาจมาใช้ในการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองของไทยที่เคยใช้ระบบควบอำนาจหรือระบบรัฐสภามาโดยตลอด

ทั้งนี้ได้วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคหรือจุดอ่อนของระบบรัฐสภาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พบว่าระบบรัฐสภามีจุดอ่อนหลายประการได้แก่

1.การให้ ส.ส.เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีนั้น จะเหมาะสมถ้า ส.ส.ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใส แต่กรณีของไทยเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า ส.ส.ส่วนใหญ่มาจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งหมายความว่า ส.ส.เหล่านี้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาทั้งสิ้น เพียงแต่ กกต.จับไม่ได้

การที่ประชาชนมอบอำนาจให้ ส.ส.เสียงข้างมากที่มาจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียงไปเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเหตุให้เกิดการตอบแทนผลประโยชน์กันขึ้น โดยคนเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อมีอำนาจแล้วก็ต้องเอื้อประโยชน์ให้ ส.ส. โดยแต่ละปีจะต้องจัดงบประมาณตามโครงการของ ส.ส.ลงในจังหวัดของ ส.ส. เพื่อให้ ส.ส.ไปชักหัวคิวจากโครงการเหล่านี้ 20-30% ทุกปี ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันระบาดทั้งประเทศ ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี การสนับสนุนระบบนี้โดยไม่มีแนวทางแก้ไขก็เท่ากับการสนับสนุนการคอร์รัปชันนั่นเอง

2.ระบบรัฐสภาถ้าปรากฏว่ามีพรรคโดดเด่นชนะเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา จะทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมได้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลจะสามารถบงการได้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ การตรวจสอบจะเป็นอัมพาต การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านก็จะไม่มีผล เพราะเมื่อลงมติก็จะแพ้ทุกครั้ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารได้

สภาพเช่นนี้เรียกว่า "เผด็จการจากการเลือกตั้ง" (Elected Dictator) จะทำให้ฝ่ายรัฐบาลเหิมเกริมในการใช้อำนาจมิชอบ

3.ส.ส.ไม่มีบทบาทสำคัญในการบัญญัติกฎหมาย เพราะกฎหมายการเงินต้องเสนอโดยคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีจะสั่งการให้ ส.ส.เสียงข้างมากสนับสนุน ส.ส.จึงมีบทบาทในการทำตามคำสั่งของรัฐบาล และคอยปกป้องการโต้แย้งของฝ่ายค้านเท่านั้น

จากสภาพปัญหาดังกล่าว กมธ.เสียงข้างมากจึงเห็นว่าควรจะต้องปรับโครงสร้างเสียใหม่ โดยประยุกต์หลักการแบ่งแยกอำนาจมาใช้เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบฝ่ายบริหารมากขึ้น และให้ฝ่ายบริหารมีความเป็นอิสระจากการต่อรองผลประโยชน์ของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงเสนอให้การเลือกตั้งฝ่ายบริหารแยกออกจากการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ โดยกำหนดให้

1.ประชาชนเลือกคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ในบัญชีรายชื่อ ครม.ให้ระบุชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะ การสมัครต้องยื่นสมัครโดยพรรคการเมือง เพื่อให้มีเสียง ส.ส.สนับสนุนในสภา

การเลือกรอบแรกถ้าไม่มีผู้สมัครทีมใดได้เสียงเกินครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ให้จัดเลือกตั้งรอบสองในเวลาที่กำหนด โดยนำทีมที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งและสองมาเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้ผู้ชนะที่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

2.ในระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาให้จัดการเลือกตั้ง ให้มีรัฐบาลรักษาการคณะหนึ่งดูแลการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความเป็นกลาง ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองฝ่ายใด และสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ให้สุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใส ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นผู้นำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

มีผู้วิจารณ์ว่าข้อเสนอนี้จะเป็นการนำ "ระบบประธานาธิบดี" มาใช้ ขอเรียนว่าระบบประธานาธิบดีมีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนต้องทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารและดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศไปพร้อมกัน ถ้าหากเลือกนายกรัฐมนตรีให้มาทำหน้าที่หัวหน้ารัฐบาลอย่างเดียว ไม่ได้เป็นประมุขของประเทศดังกรณีของไทยที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขอยู่อย่างมั่นคงแล้ว ก็ไม่เข้าข่ายของระบบประธานาธิบดี

ถ้าใครอยากศึกษาระบบประธานาธิบดีให้ชัดเจนลองไปอ่านหนังสือเรื่องการเมืองอเมริกาที่เขียนโดยผมดู จะทำให้เข้าใจระบบประธานาธิบดีอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีผู้วิตกกังวลว่าระบบนี้ ถ้าฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่มีเสียง ส.ส.ในสภาสนับสนุนไม่ถึงครึ่งจะมีปัญหาในการผ่านร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณ ถ้าเกิดกรณีนี้ขึ้น เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ระบบสองพรรค แต่มีพรรคที่ได้รับเลือกตั้งอาจจะ 6-7 พรรค ดังนั้นถ้าพรรครัฐบาลมีเสียงไม่ถึงครึ่ง ก็สามารถดึงพรรคอื่นมาเป็นพันธมิตรร่วมสนับสนุนรัฐบาลได้ คล้ายรัฐบาลผสม แต่พรรคร่วมรัฐบาลจะมีอำนาจต่อรองน้อย

กรณีที่กังวลว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะเหิมเกริมถ้ามีประชาชน 20-30 ล้านคนเลือกตั้งมา อาจหลงอำนาจ รูปแบบนี้จะออกแบบให้ฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบและฟ้องคดีต่อศาลการเมืองได้โดยตรง มาตรการนี้จะทำให้ฝ่ายบริหารที่ประพฤติมิชอบมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องถูกลงโทษถ้าทำผิดจริง

การเลือกตั้ง ครม.โดยตรงมีจุดแข็งหลายประการได้แก่

1.ประชาชนจะได้ตรวจสอบประวัติของผู้สมัครนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี พร้อมทั้งนโยบายก่อนที่จะเลือกตั้ง จะทำให้ผู้สมัครต้องคัดเลือกคนดีมาเสนอให้ประชาชนพิจารณา

2.การแบ่งแยกอำนาจ ให้ฝ่ายบริหารทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติในสภา จะทำให้ฝ่ายบริหารสามารถทุ่มเวลาในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ จะทำให้ประชาชนมีโอกาสได้ประโยชน์สูงสุด

3.รัฐบาลจะมีเสถียรภาพอยู่ได้ครบเทอม จึงทำให้มีโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าครบเทอมแล้วแก้ไขปัญหาไม่ถูกใจประชาชน เมื่อหมดสมัยประชาชนจะได้ไม่เลือก

4.ถ้าฝ่ายบริหารประพฤติมิชอบ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบและฟ้องคดีต่อศาลการเมืองโดยตรง จะทำให้ฝ่ายบริหารต้องบริหารประเทศด้วยความระมัดระวัง

5.การไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจยุบสภา จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพและเป็นอิสระจากการคุกคามของฝ่ายบริหาร การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น

6.ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้อำนาจมิชอบในการคุกคามฝ่ายบริหารโดยใช้อำนาจต่อรองในการผ่านกฎหมาย ฝ่ายบริหารสามารถยื่นฟ้องร้องให้ "คณะกรรมาธิการจริยธรรม" ตรวจสอบได้ มาตรการนี้จะเป็นการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

แนวคิดเรื่องนี้อาจมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขอให้ถือว่าเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ความเห็นแตกต่างในเรื่องนี้ไม่มีอะไรผิดอะไรถูก เพียงแต่ขอให้วิเคราะห์กันด้วยเหตุผล จะทำให้ทุกฝ่ายได้ความรู้มากขึ้น ทั้งหมดขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของอนาคตของประเทศและประชาชนเป็นหลัก ถ้ายึดประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ความเห็นก็จะไม่เที่ยงตรง

เรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ได้ยังมีเวลาแลกเปลี่ยนกันอีกมาก ถ้าในที่สุดประชาชนเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ตกไป แต่เราก็จะได้ความรู้มากขึ้น