"ผมถามว่าถ้าเลือกตั้งโดยตรง ใครจะปลดนายกฯได้ถ้านายกฯทุจริต.."
ประเด็นข้อเสนอเลือกตั้งนายกฯและครม.โดยตรง ถูกวิจารณ์เชิงคัดค้านอย่างกว้างขวาง แม้แต่นักกฎหมายรุ่นลายครามอย่าง ดร.เฉลิมชัย วสีนนท์ อดีตกรรมการกฤษฎีกา
"ถ้าจะเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งไปขนาดนั้น น่าจะต้องย้อนมาศึกษา ฟอร์ม ออฟ สเตท (form of state) หรือ 'รูปแบบรัฐ' เสียก่อนว่าเรากำลังจะออกแบบรูปแบบรัฐไทยให้เป็นแบบไหน ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 2 กับมาตรา 3 ของทุกฉบับที่ผ่านมาว่ากำหนดรูปแบบรัฐของเราไว้แล้วหรือไม่ ถ้า ครม.เลือกจากประชาชนโดยตรง แล้วใครจะแต่งตั้ง ครม.ได้ ในเมื่อประชาชนเลือกมาแล้ว เรื่องนี้อย่าเอาแต่ข้อเสนอ ต้องอธิบายให้จบกระบวนความ" ดร.เฉลิมชัย ระบุ
สำหรับรัฐธรรมนูญมาตรา 2 และ 3 จากเกือบทุกฉบับที่ผ่านมา บัญญัติไว้ดังนี้ มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่อว่า หากนายกฯและครม.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ว่าใครและองค์กรไหนก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่องค์กรอิสระ ใครจะมีอำนาจไปถอดถอน เพราะตั้งโดยประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
"ที่ผ่านมายังไม่ได้เลือกนายกฯโดยตรง เป็นระบบรัฐสภาที่ ส.ส.เลือกนายกฯ ก็ยังอ้างกันว่ามาจากประชาชนอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่แม้จะได้เสียงข้างมาก แต่ popular vote (คะแนนความนิยมที่รวมจากการเลือกตั้ง ส.ส.ทุกเขต) เป็นเสียงข้างมากจริงหรือเปล่า ถ้าเลือกโดยตรงจะอ้างกันไปถึงขั้นไหน"
"ส่วนที่ อ.สมบัติ บอกว่าการเลือกตั้งโดยตรงจะแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ คำถามคือจริงหรือไม่ เพราะการซื้อเสียงเกิดจาก 2 ฝ่ายสมยอมกัน แล้วมั่นใจหรือว่าประชาชนของเราซื้อเสียงไม่ได้ และการซื้อเสียงก็มีทั้งที่ใช้เงินตัวเอง และใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ผ่านนโยบายประชานิยมต่างๆ"
อดีตกรรมการกฤษฎีกา กล่าวอีกว่า ระบบเลือกตั้งนายกฯและครม.โดยตรง ส่วนตัวเห็นว่าไปไกลกว่าระบบประธานาธิบดีเสียอีก และไม่มีประเทศไหนที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแล้วใช้ระบบแบบนี้
"ผมถามว่าถ้าเลือกตั้งโดยตรง ใครจะปลดนายกฯได้ถ้านายกฯทุจริต ขนาดในรัฐบาลชุดที่แล้ว คนในรัฐบาลถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบ ยังย้อนว่า ป.ป.ช.ไม่ได้มาจากประชาชน ฉะนั้นสำหรับบ้านเรา ถ้านายกฯมาจากประชาชนโดยตรง ลองหลับตานึกดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้น และคำถามยังมีตามมาอีกมากมายว่าใครจะยับยั้งนายกฯหรือครม.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนี้ได้ หรือถ้าบริหารงานแล้วมีปัญหา จะปรับครม.กันได้หรือเปล่า"
ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่ออีกว่า ข้อเสนอลักษณะนี้เหมือนเป็นการเสนอไปเรื่อย เพราะหากจะเปลี่ยน ต้องคุยกันเรื่องรูปแบบของรัฐให้ตกผลึกเสียก่อน รวมทั้งระบบ strong executive หรือ "ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง" ด้วย ถามว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เขียนให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง แล้วเกิดปัญหาตามมาหรือไม่ วันนี้จะย้อนกลับไปปัญหาเก่าอีกหรือ
"เหมือนเรายังไม่มีบ้าน แต่กลับไปทำเฟอร์นิเจอร์แล้ว ถือว่าไม่ถูกต้อง ข้ามขั้นตอน วันนี้ต้องตอบให้ได้ก่อนว่ารูปแบบรัฐเราจะเอาอย่างไร จะใช้ระบบไหน ประธานาธิบดี หรือกึ่งประธานาธิบดี หรือระบบรัฐสภาแบบเดิม แล้วจึงจะออกแบบการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับรูปแบบที่เห็นร่วมกัน"
ดร.เฉลิมชัย ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการคลัง ยังแสดงความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจไทยในปีหน้าว่าอาจไม่เติบโตตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้
"เป็นเรื่องน่าเห็นใจ และเป็นความโชคร้ายของรัฐบาล เพราะภาวะต่างๆ ของโลกย่ำแย่พอดี ฉะนั้นเศรษฐกิจไทยปีหน้าคงลำบาก ที่บอกว่าจะกระตุ้นการส่งออกนั้น จริงๆ แล้วแม้เรามาสินค้า แต่ไม่มีคนซื้อ ก็ไม่มีประโยชน์ จึงขอให้รัฐบาลติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้ดีด้วย" เขากล่าวทิ้งท้าย





