อนุกมธ.ยกร่างรธน. คณะ8 เสนอโละสภาพัฒนาการเมือง ประเมินงานไม่คุ้มค่า คงองค์กรอิสระที่ตรวจสอบรัฐไว้
แต่แก้กฎหมายเพิ่มความเข้มแข็งการทำงาน เสนอ “กกต.” เพิ่มกฎหมายลงโทษคนขายสิทธิ คุก1ปี ปรับ5,000-20,000 บาท
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 8 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (องค์กรอิสระ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ) ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่าในวันที่ 11 ธ.ค. นี้ ถึงลำดับที่อนุกมธ.ฯ คณะที่ 8 จะนำเสนอรายงานต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้พิจารณาและรับฟังความเห็นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในรายงานของอนุ กมธ.ฯ นั้นได้มีประเด็นพิจารณาเพิ่มเติม คือ ผลการพิจารณเพื่อทบทวนภารกิจขององค์กรที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ตามที่มาตรา 35 วรรคท้ายของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดให้พิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญ
โดยคณะอนุกรรมาธิการฯ มีความเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, องค์กรอัยการ, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.), คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย, กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง มีความจำเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีอยู่ แต่ต้องปรับปรุงกฎหมายของหน่วยงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน โดยองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมีข้อเสนอให้ปรับปรุงสาระหลักเดียวกันคือวาระดำรงตำแหน่ง ที่ให้เหลือเพียงวาระเดียว ขณะที่ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการในองค์กรตรวจสอบต้องมีคุณสมบัติซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์, มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไม่ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือพ้นจากการดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจนถึงวันประกาศรับสมัคร สำหรับกระบวนการสรรหาต้องมีคณะกรรมการสรรหาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน สรรหาบุคคลที่เหมาะสมส่งให้วุฒิสภาเลือกในขั้นตอนสุดท้าย
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่าสำหรับ กกต. นั้นได้เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง กล่าวคือ กกต. ต้องเป็นผู้ควบคุม ดำเนินการ หรือจัดให้มีการเลือกตั้ง โดยคงอำนาจในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบว่าพื้นที่ใดเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรมและไม่โปร่งใส ส่วนอำนาจการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาล สำหรับการกำกับการเลือกตั้งต้องควบคุมค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งให้น้อยที่สุดและต้องเปิดเผยประวัติ คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อสาธารณะ และประเด็นสำคัญต้องให้มีกฎหมายว่าด้วยกระบวนการดำเนินคดีกับผู้ขายสิทธิเลือกตั้ง โดยกำหนดโทษสำหรับผู้ขายสิทธิเลือกตั้ง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับ 5,000 บาท แต่ไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ ป.ป.ช. ได้เสนอให้ปรับกระบวนการทำงานให้มีการเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้พร้อมกำหนดระยะเวลาพิจารณาแต่ละขั้นตอนด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ปรับกรอบอำนาจและเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมการกำกับดูแลการสื่อสารสาธารณะแห่งชาติ” มีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และการสื่อสารในระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ชุมชน และรัฐ ทั้งนี้ต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย กสทช. ให้กรรมการ กสทช. มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี จากเดิม 6 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว นอกจากนั้นต้องมีสภาตรวจสอบภาคประชาชนที่เป็นอิสระเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กร
นอกจากนี้นายไพบูลย์ กล่าวว่า องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพ, สภาพัฒนาการเมือง, สภาเกษตรกรแห่งชาติ ไม่มีความจำเป็นและไม่มีความคุ้มค่าของการมีอยู่





