วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รุมค้านนิรโทษกรรม

กมธ.ยกร่างรธน.ไร้ข้อสรุปปมนิรโทษกรรม 20 คนรุมค้านเอื้อแกนนำม็อบ ตามข้อเสนอ "เอนก"

แถมไม่เห็นด้วยครม.ออกเป็นพ.ร.ก.-คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 "นพดล"ตั้งคำถาม 8 ข้อปมเลือกนายกฯ โดยตรง ขณะ"ประยุทธ์"ย้ำไม่ลงเลือกตั้ง-ไม่อยากเป็นนักการเมือง หลักฐานมัด "ป้าอารีย์" คดีหมิ่นเบื้องสูง

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมซึ่งพิจารณารายงานของคณะอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ว่าด้วยการสร้างความปรองดอง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานว่า คณะอนุฯ ได้เสนอหลักการที่สำคัญที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ เป็นองค์กรกึ่งนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระ และอยู่ภายใต้รัฐสภา คล้ายกับสถาบันพระปกเกล้า เพื่อมาดำเนินการพิจารณาศึกษาและแสวงหาแนวทางเพื่อลดและยุติความขัดแย้งทางการเมืองทุกระดับ ทำแผนและเสริมสร้างความปรองดองระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยต้องมีการประเมินผลการทำงานด้วย

สำหรับกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติต้องเป็นตัวแทนจากทุกฝ่าย และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย สำหรับวาระแรกในการทำงานนั้น อาจกำหนดบทเฉพาะกาลให้คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติมีระยะเวลาดำเนินการ 5-10 ปี ภายใต้เงื่อนไข คือ ยกเลิกคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ ที่ตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเสริมสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ ปี 255 นอกจากนั้นหากกระบวนการครอบคลุมไปยังการนิรโทษกรรมต้องกำหนดขอบเขตของกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและระยะเวลาให้เหมาะสม

กมธ.ยกร่างไร้ข้อสรุปปม"นิรโทษ"

นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นนิรโทษกรรมนั้น กมธ.ยกร่างฯไม่ได้พิจารณาในรายละเอียด แต่ได้มีการอภิปรายให้ข้อสังเกตคือ หากกมธ.ยกร่างฯ ได้เขียนรัฐธรรมนูญให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย ร่างรัฐธรรมนูญปราศจากอคติ และไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อให้ฝ่ายใด หรือกีดกันฝ่ายใด จะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่ความปรองดองได้ อย่างไรก็ตาม การประชุมของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ข้อสรุปหรือมีมติใด ๆ ต่อแนวทางข้อเสนอของคณะอนุฯ

กมธ.ยกร่างรุมค้าน"นิรโทษแกนนำม็อบ"

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการประชุมของกมธ.ยกร่างฯ ว่า เป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยหลังจากที่นายเอนก ได้นำเสนอรายงานต่อกมธ.ยกร่างฯ มี กมธ.ได้ยกมือขออภิปรายเกือบ 20 คน เพื่อท้วงติงและแสดงความไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอที่ให้มีการนิรโทษกรรมกับแกนนำและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม เพื่อสร้างบรรยากาศของการพูดคุยระหว่างแกนนำทางการเมืองกลุ่มต่างๆ ที่ยังพบว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอในประเด็นนิรโทษกรรมคือ เพื่อเยียวยาเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ได้รับผลกระทบทางกฎหมายในระหว่างเข้าร่วมการชุมนุม แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบโดยเฉพาะรายละเอียดของคดีที่เกี่ยวเนื่อง

ไม่เห็นด้วยใช้"ม.44"นิรโทษ

สำหรับข้อเสนอที่ระบุให้ใช้วิธีนิรโทษกรรมโดยเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่สามารถออกเป็นพระราชกำหนดเพื่อนิรโทษกรรมให้กับบุคคล หรือใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 44 ออกประกาศหรือคำสั่งนั้น กมธ.ยกร่างฯส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และมองว่าหากจะใช้กระบวนการดังกล่าวจริงเพื่อสร้างความปรองดองควรให้เป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเหมาะสมกว่า เพราะการสร้างบรรยากาศปรองดองถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระบุไว้ในงานปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นด้วยต่อประเด็นการตั้งคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างความปรองดอง เพราะมองว่าในอนาคตหากเกิดสถานการณ์ขัดแย้งคณะทำงานดังกล่าวจะเป็นส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาได้ระดับหนึ่ง

"ประยุทธ์"เมินลงเลือกตั้ง

ขณะที่พล.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้มีการเลือกนายกฯ และครม.โดยตรง ว่า ไม่ทราบตนไม่ได้อยู่ในคณะทำงานหรือกมธ.รัฐธรรมนูญ เมื่อถามย้ำว่าแต่ทุกคนก็อยากทราบความเห็นของนายกฯ ในฐานะหัวหน้าคสช. พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า วันนี้เขาสรุปมาหรือยัง ในเมื่อยัง แสดงว่าตนยังไม่สรุป ตอนนี้เพียงแค่รับและรับทราบซึ่งมีวิธีการหลายแบบและต้องรับฟังต่อไป"

เมื่อถามว่าถ้ามีการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรงจะลงเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสวนทันทีว่า "ไม่มีถ้า ยังไม่จบ ไม่ต้องมีสมมุติ ไม่ต้องถาม ไม่มีถ้า ไม่มี ไม่ลง ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่อยากเป็นนักการเมืองอยู่แล้ว"

"นพดล"ถาม8ข้อปมเลือกนายกฯโดยตรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายนพดล ปัทมะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ตั้งคำถาม 8 ข้อเกี่ยวกับข้อเสนอเลือกตั้งนายกฯโดยตรง ดังนี้

1.การเลือกหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยตรงโดยประชาชน และแยกฝ่ายบริหาร ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ สาระคล้ายระบอบที่สหรัฐใช้เกือบทุกประการ ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร 2.ผู้เสนอแนวคิดนี้ให้เหตุผลว่าการเลือกตั้งในระบบเดิมมีการซื้อเสียง ถามว่าการเลือกนายกฯ โดยตรง มีหลักประกันอะไรที่จะไม่มีการซื้อเสียงกันขนานใหญ่ เพราะเดิมพันสูง คือเก้าอี้นายกฯชัดเจน 3.ผู้เสนอให้เลือกคณะรัฐมนตรีพร้อมกับเลือกนายกฯไปด้วย โดยอ้างว่าเพื่อให้ประชาชนเห็นตัวก่อนเลือก คำถามคือ นายกฯยังมีอำนาจปรับครม.หรือไม่ เพราะรัฐมนตรีมาจากการเลือกของประชาชนโดยตรง เหมือนตัวนายกฯ

4.ระบอบประธานาธิบดีมีการเลือกตั้งเฉพาะตัวประธานาธิบดีแล้ว ประธานาธิบดีไปตั้งรัฐมนตรี หากทำงานไม่ดีปลดได้ และตั้งคนในพรรคเดียวกันหรือข้ามพรรคก็ได้ ยืดหยุ่นเพื่อให้ได้คนดีที่สุด 5.ตามที่เสนอ ถ้านายกฯ พ้นจากตำแหน่ง รองนายกฯขึ้นมาเป็นนายกฯ แทนใช่ไหม เหมือนที่เมื่อประธานาธิบดีรุสเวลท์ เสียชีวิตแล้วรองประธานาธิบดีทรูแมน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน หรือต้องเลือกตั้งกันใหม่ทั้งประเทศ 6.ตั้งแต่ ปี 2475 ประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาแบบอังกฤษที่เรียกว่า เวสต์มินสเตอร์โมเดล ครั้งนี้เราจะข้ามแอตแลนติกไปเอาวอชิงตันโมเดลแล้วใช่ไหม

7.เมื่อทั้งนายกฯ และส.ส. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง นายกฯยุบสภาไม่ได้ ส่วนสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ไม่ได้ กลไกที่จะตรวจสอบนายกฯและฝ่ายบริหารที่มีประสิทธิภาพตามรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร 8.มีคนเห็นว่าในปัจจุบันถ้าฝ่ายบริหารเข้มแข็งมากไปจะตรวจสอบยาก ดังนั้นการให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะทำให้ภาวะผู้นำและความชอบธรรมแห่งอำนาจสูงส่งไปมาก โมเดลใหม่จะแก้ไขปัญหาเก่าอย่างไร "จึงขออนุญาตตั้งประเด็นและคำถามเพื่อร่วมคิดและหาข้อสรุปที่เหมาะสมกับประเทศ ไว้ด้วยความเคารพในข้อเสนอและเหตุผลของทุกฝ่ายที่มีความตั้งใจหาทางออกให้ประเทศ"นายนพดล ระบุ

"ราเมศ"ชี้มีคนนั่งยิ้มรอเลือกตรงนายกฯ

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอเลือกตั้งนายกฯโดยตรงว่า ถ้าเลือกตั้งนายกฯโดยตรง ก็มีคนนั่งยิ้มอยู่แล้ว เพราะพวกเขาจะอ้าง 15 ล้านเสียงเช่นที่ผ่านมา และเริ่มมีการคิดกันแล้วว่า 1.หาคนในตระกูลมาเป็นนายกฯอีกสมัย เพื่อเพิ่มสถิติ 2.ระดมทุนจากกลุ่มทุนใช้ในการเลือกตั้ง 3.ให้ผู้สมัครส.ส.ในแต่ละจังหวัดเป็นหัวหน้าหัวคะแนนระดมหาเสียงให้นายกฯ 4.เพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง 5.จะสามารถอ้างว่า เขามาจากการเลือกตั้งตรงทั้งประเทศ

คุก1ปีไม่รอลงอาญา"อริสมันต์"หมิ่น"มาร์ค"

ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช.เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2552 และวันที่ 17 ต.ค.2552 จำเลยได้ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการถ่ายทอดสดคำปราศรัยผ่านช่องพีเพิล แชนแนล กล่าวหานายอภิสิทธิ์ ทำนองว่า การบริหารงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กู้ยืมเงินมาเพื่อทุจริตคดโกง โดยการหยิบยกเรื่องสถาบันมากล่าวอ้าง และกล่าวหาว่าเป็นผู้หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำให้ล่าช้า รวมถึงสั่งทหารฆ่าประชาชน ปล้นอำนาจจากประชาชน และไม่ดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในโครงการต่างๆ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 2 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ขณะที่กรณีมีเหตุการกล่าวพาดพิงสถาบัน จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ และให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชน และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อ ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษนั้น จำเลยเคยเป็น ส.ส.จะต้องมีความสำนึกและทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติบ้านเมือง มิใช่กล่าวปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำที่ดุเด็ดเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแล้ว

ทั้งนี้ นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความนายอริสมันต์ ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 5 แสนบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวในการฎีกาสู้คดีต่อไป โดยศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตีราคาหลักทรัพย์ประกันตัว 5 แสนบาท

หลักฐานมัด"ป้าอารีย์"คดีหมิ่นเบื้องสูง

กรณีที่นางอารีย์ กลับเสถียร อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95 ม.8 ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ลูกจ้างประจำโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โพสต์ภาพสวมชุดดำและข้อความจาบจ้วงสถาบันผ่านเฟซบุ๊ค จนถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุมตัวไปสอบสวนนั้น

ล่าสุด นายสุพัฒน์ ปัสสาคร ประธานชมรมคนรักในหลวง จ.ขอนแก่น พร้อมสมาชิก ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางอารีย์ ต่อตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น

ขณะที่ตุลาการศาลทหาร ทหารฝ่ายสืบสวนสอบสวน นิติกรจังหวัด พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น และนิติกรของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ประชุมกันโดยที่ประชุมลงความเห็นตรงกันว่า พฤติกรรมของ นางอารีย์ หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทางทหารไม่มีความจำเป็นต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ เนื่องจากมีผู้ร้องทุกข์ กล่าวโทษแล้วทั้งทางกรุงเทพฯ และที่ จ.ขอนแก่น