ครม.เห็นชอบรีดภาษีโรงเรียนกวดวิชาตามที่ปปช.เสนอ จี้คลัง-ศธ. เร่งให้มีมาตรฐาน เห็นชอบสกัดทุจริตการท่าเรือ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมครม.ได้รับทราบและเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อเสนอแนะแนวทางการจัดเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบการศึกษาทั้งระบบอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยมีเนื้อหาในการเสนอแนะว่าเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีจากโรงเรียนกวดวิชาที่ประกอบธุรกิจ เพราะป.ป.ช.เห็นว่าโรงเรียนกวดวิชานั้นเป็นโรงเรียนที่ลงทุนไม่มาก แต่มีผลกำไรค่อนข้างสูง ประกอบกับกฎหมายไม่ได้บังคับว่าโรงเรียนกวดวิชาจะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงทำให้มีช่องโหว่ของการเก็บภาษี และทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชนก็ไม่สามารถเข้าไปควบคุมการจัดเก็บภาษีได้ เพราะการจัดเก็บภาษีนั้นเป็นเรื่องของกรมสรรพากร ซึ่งป.ป.ช.เคยเสนอแนะมาแล้วครั้งหนึ่งและครม.เมื่อปี 2554 ก็เคยเห็นชอบไปแล้ว โดยข้อเสนอแนะในครั้งนั้นคือให้กระทรวงการคลังจัดเก็บภาษี และให้กระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการตรวจสอบปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยของสถานที่ที่จัดทำเป็นโรงเรียนกวดวิชา แต่ปรากฏว่ากระทรวงศึกษาได้รับไปแก้ไข แต่ในภายหลังป.ป.ช.ตรวจสอบแล้วก็ยังพบว่าการแก้ไขดังกล่าวยังไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ตามที่เสนอแนะไป จึงได้เสนอแนะมาในครั้งนี้
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะในครั้งนี้แบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นและระยะยาว คือ ระยะสั้นให้กระทรวงศึกษาไปดำเนินการแก้ไขประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชนให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับเรื่องที่จะแก้ไข รวมทั้งจำแนกโรงเรียนกวดวิชาให้ชัดเจนว่าแบบไหนเป็นธุรกิจ หรือไม่ใช่ธุรกิจ เพื่อให้กระทรวงการคลังใช้เป็นข้อมูลในการจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง ส่วนของกระทรวงการคลังต้องไปแก้ไขกฎหมายให้ถูกต้องเพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามข้อมูลที่กระทรวงศึกษาจัดแยกประเภทของโรงเรียนกวดวิชา
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับมาตรการระยะยาวกำหนดว่ารัฐบาลต้องทำให้นักเรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน เพื่อลดแรงจูงใจในการกวดวิชา การศึกษาต่อในแต่ละระดับ รวมทั้งการเอ็นทรานซ์ จะต้องสอบในเรื่องที่สอน คือสอนแบบไหนต้องสอบแบบนั้น ไม่ใช่สอนในโรงเรียนแบบหนึ่ง แต่สอบจริงสู้เขาไม่ได้ต้องไปหาโรงเรียนกวดวิชาอย่างนี้ไม่ได้ ต้องพัฒนามาตรฐานของโรงเรียนกวดวิชาให้ดี ทั้งหมดนี้ให้กระทรวงศึกษาธิการรับข้อเสนอดังกล่าวของป.ป.ช.แล้วนำไปประสานกับกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพิจารณาจัดทำเป็นรายละเอียดในการปฏิบัติและดำเนินการ จากนั้นเสนอกลับเข้าที่ประชุมครม.อีกครั้งภายใน 30 วัน เพื่อให้มีรายละเอียดการปฏิบัติที่ชัดเจน
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ครม.ยังมีมติรับทราบและเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ในข้อเสนอแนะการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการท่าเทียบเรือของการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาของท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเทียบเรือเอโอ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทแอลซีเอ็มที จำกัด และท่าเทียบเรือบี 1 โดยบริษัทแอลซีอีคอนเทนเนอร์ เทอร์มินอล1 จำกัด ที่ระบุว่ามีพฤติกรรมถ่ายโอนกันได้ จากการบริการของท่าเรือให้กับเรือที่เข้ามารับบริการ เช่น เรือมาเข้าท่าที่ 1 แต่โอนไปเป็นรายได้ท่าเรือที่ 2 ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากบีโอไอ จึงทำให้การเสียภาษีน้อยลง มีการยักย้ายถ่ายเทได้มากขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดังนั้นทางป.ป.ช.จึงเสนอว่า กระทรวงคมนาคมต้องรับเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ และตรวจสอบการให้สัมปทานการประกอบกิจการท่าเรือที่อยู่ในกำกับดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทยทั้งหมด ว่าบริเวณใดมีพฤติกรรมการโอนท่าเรือเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีบ้าง หากตรวจพบจะต้องดำเนินคดี เรียกค่าปรับ หากพิจารณาว่าข้อสัญญาไม่ว่ากรณีใดๆก็แล้วแต่ เป็นผลให้รัฐเสียประโยชน์ก็ให้ดำเนินการแก้ไขข้อสัญญาดังกล่าวเสียทันที
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการที่สองที่ป.ป.ช.เสนอ คือ ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ยกเลิก เพิกถอน การให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่มีบุคลิกหรือพฤติการณ์ที่มีลักษณะเอาเปรียบดังกล่าวและให้ติดตามประเมินผล วิเคราะห์ผลดีผลเสียที่ภาครัฐจะได้รับจากการให้สิทธิประโยชน์โครงการส่งเสริมการลงทุนกับผู้ประกอบการที่มีลักษณะดังกล่าว ส่วนมาตรการที่สาม คือ ให้กรมศุลกากรพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมอัตราเปรียบเทียบปรับหรือเพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นเหมาะสม และเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต หรือละเมิดกฎหมายได้ ทั้งนี้ให้กระทรวงคมนาคมรับเป็นเจ้าภาพประสานกับกระทรวงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำผลการพิจารณาในรายละเอียดมาเสนอครม.อีกครั้งภายใน 30 วัน





