นักเศรษฐศาสตร์ มองหลายปัจจัยเสี่ยงปีหน้า จับตาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ชะตาความเชื่อมั่นประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์ มองหลายปัจจัยเสี่ยงปีหน้า จับตาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ชะตาความเชื่อมั่นประเทศ ด้านสศค.ห่วงวิกฤติหนี้รัสเซีย จุดชนวนเศรษฐกิจรอบใหม่ ขณะแบงก์ชาติมั่นใจพื้นฐานแข็งแกร่ง รับมือทุนไหลออกได้ "ทรีนีตี้" มองหุ้นปีหน้าสดใสดัชนีทะลุ 1,600 จุด
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และสถานีโทรทัศน์ "NOW26" จัดงานสัมมนา "ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2558" โดยมีผู้ร่วมวงเสวนา ประกอบด้วย นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.ภัทร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง นายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ที่ปรึกษางานด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้า ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฟื้นตัวของภาคส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ ที่สำคัญ คือ ความเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
"คงต้องรอดูร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างแรกน่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาสสอง ปีหน้า เวลานี้คนยังพูดถึงกันน้อย แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตความแน่นอนทางการเมือง ความชัดเจนเรื่องการผลัดเปลี่ยนอำนาจ ว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจได้หรือไม่ หากความไม่แน่นอนยังมีอยู่ เชื่อว่าผู้ลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังจะรอความชัดเจนต่อไป" นายศุภวุฒิ กล่าว
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีหน้า บล.ภัทร คาดว่า จะเติบโตได้ 3.7% แต่ต้องรอดูความชัดเจนถึงประเด็นที่มีผลต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีเรื่องการลงทุนภาครัฐ และการส่งออกว่าจะเป็นไปตามที่คาดหวังกันได้หรือไม่
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า การส่งออกถือว่ามีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากมีสัดส่วนกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และถ้ารวมภาคบริการด้วยจะเพิ่มเป็น 70% แต่ปีหน้าส่งออกน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ จากเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น แม้เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นจะยังไม่ดีขึ้นมากนักก็ตาม
รอความชัดเจนไตรมาส2ปีหน้า
นอกจากนี้ในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า จะเริ่มเห็นความชัดเจน ถึงการลงทุนภาครัฐว่า เป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ ซึ่งถ้าภาครัฐเริ่มการลงทุนตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกปีหน้า จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างดี
"เราขอดูไตรมาส 2 ปีหน้าอีกครั้ง เพราะตัวชี้นำสำคัญทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี จะชัดเจนขึ้น เช่น ถ้ารัฐบาลทำสำเร็จ เร่งใช้งบประมาณได้ และการส่งออกขยายตัวดีจริง รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาเป็นที่ยอมรับ ภาพเศรษฐกิจระยะต่อไปก็จะเป็นบวกมากขึ้น แต่ถ้าออกมาในทางตรงกันข้าง ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีนัก" นายศุภวุฒิ กล่าว
คาดบาทอ่อนแตะ 34 ต่อดอลล์
สำหรับค่าเงินบาทไทยนั้น กลุ่มเมอร์ริลินซ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของ บล.ภัทร ประเมินว่า เงินบาทปีหน้า มีโอกาสอ่อนค่าแตะ 34 บาทต่อดอลลาร์ โดยเมอร์ริลลินซ์ คาดการณ์บนพื้นฐานว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่ง และเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เงินบาทอ่อนค่าลง
ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย เชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมจนถึงปลายปีหน้า และถ้าปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นจริง ก็เชื่อว่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หนึ่งครั้งในปลายปีหน้า
ห่วงขึ้นแวตฉุดเศรษฐกิจ
นายศุภวุฒิ กล่าวด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอีกหนึ่งเรื่องในปีหน้า คือ การปรับโครงสร้างภาษีของรัฐบาลโดยเฉพาะการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ถ้าขึ้นจริงอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ เช่น กรณีของญี่ปุ่นที่ปรับภาษีตัวนี้ขึ้นจาก 5% เป็น 8% มีผลทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพลิกกลับมาติดลบ
"เรื่องภาษีต้องระวัง เพราะมีความเปราะบางและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม สะท้อนได้จากเศรษฐกิจของญี่ปุ่น และในปีหน้าเรากำลังปรับขึ้นภาษีพลังงาน ภาษีสรรพสามิต รวมไปถึงภาษีที่ดินและ ภาษีมรดกอยู่แล้วด้วย" นายศุภวุฒิ กล่าว
ติงเบิกจ่ายภาครัฐล่าช้า
ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า ด้วยศักยภาพของเศรษฐกิจไทยควรเติบโตได้ 4-5% แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยการเติบโตไม่ถึง 2% ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจในระยะข้างหน้าเติบโตได้ตามศักยภาพ คือ การเร่งลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน
"สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำในระยะสั้น คือ งบประมาณ 2.57 แสนล้านบาท ยังเป็นงบที่เบิกจ่ายได้น้อย โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 เบิกจ่ายได้เพียง 20% จากเป้าหมายที่ 35% ดังนั้นต้องถือว่า กระสุนเรามี เพียงแต่ต้องรีบยิง เพราะแม้จะมีงบลงทุนออกมาแต่ไม่มีการเบิกจ่าย ก็ไม่ได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้มากนัก" นายเอกนิติ กล่าว
หวั่นวิกฤติหนี้รัสเซียลาม
สำหรับปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปีหน้าที่ต้องติดตาม นายเอกนิติ กล่าวว่า ค่อนข้างเป็นห่วงความผันผวนของนโยบายการเงินโลกที่มีความแตกต่างกัน และที่ห่วงมากสุด คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติหนี้ในรัสเซีย
นายเอกนิติ กล่าวเสริมว่า เศรษฐกิจรัสเซียพึ่งพิงการส่งออกน้ำมันค่อนข้างมาก การที่ราคาน้ำมันปรับลดลงจึงไม่เป็นผลดีต่อรัสเซียนัก ขณะเดียวกันรัสเซียยังโดนแซงชั่นจากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในปีหน้ารัสเซีย มีหนี้ที่จะครบกำหนดชำระอีกค่อนข้างมาก
"ประเด็นสำคัญ คือ แบงก์ในยุโรปและอเมริกา เป็นเจ้าหนี้รัสเซียค่อนข้างมาก ดังนั้นรัสเซียอาจเป็นทริกเกอร์ใหม่ที่ทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวนในปีหน้าได้ ดังนั้นแล้วในปีหน้าคนที่ทำธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ควรต้องระวังความผันผวนในส่วนนี้ให้มากด้วย" นายเอกนิติ กล่าว
ธปท.ชี้พื้นฐานเศรษฐกิจแกร่งไร้วิกฤติ
ขณะที่ นายทรงธรรม กล่าวว่า กรณีรัสเซียนั้น หากวิกฤตจะเกิดขึ้น ก็คงเกิดจากการที่รัฐบาลไม่มีเงินมาชำระหนี้ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก เพียงแต่ประเทศที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพดี มีความมั่นคงสูง ก็จะได้รับผลกระทบดังกล่าวค่อนข้างน้อย
สำหรับเศรษฐกิจไทย ถือเป็นเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานดี มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะทำให้ไม่เกิดภาวะวิกฤติ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่งในเรื่องงบดุล ไม่ว่าจะเป็นงบดุลของภาคเอกชนที่มีความแข็งแกร่ง หนี้สินต่อทุนน้อย มีสภาพคล่องเพียงพอชำระหนี้ และความสามารถทำกำไรก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี
ทุนไหลออกรับมือได้
นอกจากนี้ภาครัฐเอง แม้ระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ การใช้จ่ายของภาครัฐจึงยังมีพื้นที่เหลือพอช่วยดูแลเศรษฐกิจได้ ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็อยู่ในระดับที่สูง ภาพรวมจึงถือว่าเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งพอที่จะสู้กับภาวะวิกฤติได้
"เรื่องเงินทุนไหลออก เราเชื่อว่ารับมือได้ เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้ก่อหนี้ต่างประเทศมากเกินไป และความยืดหยุ่นของนโยบายเราก็ดีกว่าเดิมค่อนข้างมาก เช่นในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ที่สำคัญแบงก์ชาติก็คอยติดตามดูการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด หากเรารักษาเสถียรภาพเรื่องพวกนี้ได้ดี ผลกระทบก็คงมีไม่มาก” นายทรงธรรม กล่าว
จี้ปฏิรูปโครงสร้างผลิตดันศก.โตยาว
สิ่งที่อยากให้มองไประยะข้างหน้า คือ แม้เศรษฐกิจไทยจะมีความแข็งแกร่ง แต่ยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้การเติบโตระยะข้างหน้าแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยสิ่งที่เศรษฐกิจไทย ควรต้องดำเนินการในระยะต่อไป คือ การปฏิรูปข้อจำกัดโครงสร้างของภาคการผลิตที่ทำให้การส่งออกช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้า
นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานของไทยยังขาดความทันสมัย คุณภาพการผลิตและผลิตภาพแรงงานยังต้องปรับปรุงเพิ่ม ประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา ยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายทรงธรรม กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องการเสนอ คือ อยากให้เลิกบิดเบือนกลไกสินค้าเกษตร รวมทั้งในเรื่องของโครงสร้างด้านพลังงาน ขณะเดียวกันรัฐควรเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเร่งปฏิรูปสิทธิประโยชน์ภาษีของการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ
ปัญหารัสเซียกระทบท่องเที่ยวไทย
ส่วนนายวิศิษฐ์ กล่าวว่า กรณีของรัสเซียถือเป็นประเด็นที่ควรต้องติดตาม เนื่องจากเงินสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียช่วงที่ผ่านมาลดลงเรื่อยๆ ที่น่าตกใจ คือ ค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบนับจากปี 2536
"ผลต่อเศรษฐกิจไทยคงมีอยู่บ้าง เพราะนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่มาไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 5% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด เวลานี้จะเห็นว่าพร็อบเพอร์ตี้แถวพัทยาเองก็เริ่มเงียบ ซึ่งหลุมดำเศรษฐกิจไทยถ้าจะเกิดขึ้น ก็คงจะมาจากรัสเซีย" นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า รัสเซียเคยเกิดวิกฤตในลักษณะนี้มาบ้างแล้ว ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในอดีตก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เพียงแต่รอบนี้มีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันการเงินของยุโรป ที่มีการลงทุนในรัสเซียค่อนข้างมาก กรณีนี้อาจส่งผลกระทบในเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้
ห่วงฟองสบู่บอนด์กระทบหุ้น
อีกประเด็นที่ห่วงในปีหน้า คือ ปัญหาฟองซึ่งสบู่ในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งที่ผ่านมาผลตอบแทนจากการลงทุน(ยีลด์บอนด์) ลดต่ำมาก เป็นผลจากราคาพันธบัตรที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดบอนด์ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าปีหน้ายังเป็นปีที่ดีสำหรับตลาดหุ้นไทย
"ในมุมของตลาดหุ้นแล้ว เชื่อว่าปีหน้ายังเป็นปีที่ดี เพราะธนาคารกลางหลายประเทศยังดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย โดยเฉพาะการทำคิวอีจากทั้งญี่ปุ่นและยุโรป โดยมองว่าปีหน้าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปสูงกว่าระดับ 1,600 จุด" นายวิศิษฐ์ กล่าว





