วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างรธน.เล็งรวมกสทช.เป็นองค์กรบริหารเดียว

กมธ.ยกร่างรธน.เล็งรวมกสทช.ให้เป็นองค์กรบริหารเดียว หลังพบปัญหาการบริหารงานในรธน.ใหม่

นายปกรณ์ ปรียากร ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 2 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพพลเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการเสนอบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าหลักการสำคัญยังคงไว้เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 ในส่วนของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอเกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนภายใต้ความรับผิดชอบนั้น เบื้องต้นคาดว่าการกำหนดกลไกให้สื่อมวลชนยึดหลักปฏิบัติดังกล่าว และจะอยู่ในกฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งข่าวจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุถึงความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการกำหนดบทบัญญัติมาตรการเกี่ยวกับสื่อมวลชนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ในประเด็นสิทธิ เสรีภาพสื่อมวลชนที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เบื้องต้นมีข้อสรุปคือ จะคงเจตนารมณ์และสาระหลักเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเพิ่มประเด็นการใช้เสรีภาพอย่างรับผิดชอบ นอกจากนั้นในส่วนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เป็นกลไกกำกับดูแลสื่อมวลชน จะพิจารณาให้รวมเป็นคณะกรรมการชุดเดียวกัน เพื่อให้การกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพกว่าปัจจุบันที่พบว่า กสทช. ได้แยกเป็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)และทำให้มีปัญหาต่อการทำงาน นอกจากนั้นยังมีประเด็นของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ฐานะประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่1 ให้ความเห็นว่าควรนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาผ่านการตรวจแก้แล้ว ตั้งแต่ 2555 มาพิจารณาและปรับปรุงใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยล่าสุดได้ส่งร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพฯ ให้กับคณะอนุ กมธ. จัดทำข้อเสนอแนะในการตรา หรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ที่มีนายเจษฎ์ โทณะวณิก เป็นประธานคณะอนุกมธ.ฯ พิจารณาแล้ว ทั้งนี้เพื่อต้องการใช้เป็นกลไกคุมจริยธรรมของสื่อมวลชนด้วย

“หลักการสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองพนักงาน หรือ ลูกจ้างของเอกชน ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่นย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” แหล่งข่าวจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ

ด้านนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สปช. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชน เปิดเผยด้วยว่าขณะนี้เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐเพื่อไม่ให้รัฐใช้งบประมาณแผ่นดินซื้อพื้นที่ประชาสัมพันธ์บนสื่อมวลชน โดยหวังผลเพื่อประโยชน์ของตนเอง ตามการผลักดันของภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนและองค์กร ที่เกี่ยวข้อง โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐนั้น มีเพื่อให้การดำเนินการซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยการเน้นสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้ รับทราบ และห้ามไม่ให้มีภาพและเสียงของบรรดานักการเมือง รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูงที่คุมหน่วยงานนั้นๆ เพื่อแอบแฝงประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของตนเอง รวมถึงลดการใช้การซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อเป้าหมายแทรกแซงสื่อมวลชนด้วย