วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อส่งสำนวนคดีอุ้มลดหนี้แก๊ง'พงศ์พัฒน์'ให้นครบาล

ตร.จ่อส่งสำนวนคดีอุ้มลดหนี้ จำนวน 120 ล้าน เหลือ 20 ล้านแก๊ง "พงศ์พัฒน์" ให้นครบาล

จากกรณีเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.ได้อุ้มนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหายเพื่อบังคับให้ลดหนี้จำนวน 120 ล้าน เหลือ 20 ล้าน ที่ย่านพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทั่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ เหลือเพียงนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี รวมทั้งนายเจี๊ยบ ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ที่ทางตำรวจได้ดำเนินการออกหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ก่อนประสานทางฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ไล่ล่าติดตามตัวนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. วันนี้ (5ธ.ค.) มีรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วกว่า 50 ปาก รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งตอนนี้สำนวนใกล้แล้วเสร็จสมบูรณ์ในวันนี้(5 ธ.ค.) ก่อนจะนำเสนอให้ทางผู้บังคับบัญชาในชั้นกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) นำไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ แนวทางการสอบสวนทราบว่า นายเจี๊ยบ มีความเชื่อมโยงกับนายชากานต์ ภาคภูมิ ผู้ต้องหาในท้องที่ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร โดยนายเจี๊ยบ รู้จักกับนายนพพร และได้แนะนำนายนพพร ให้รู้จักกับนายชากานต์ ซึ่งนายเจี๊ยบ กับนายชากานต์ รู้จักกัน เพราะเคยเที่ยวเตร่ด้วยกันในสถานบันเทิงย่านทองหล่อ อีกทั้งนายชากานต์ ยังได้รู้จักกับเจ้าของ และเป็นหุ้นส่วนกับกับเจ้าของสถานบันเทิงหลายแห่งในย่านทองหล่อ นายชากานต์ จึงทำให้เป็นคนที่ไว้วางใจของเจ้าของสถานบันเทิงต่างๆ จึงให้ทำหน้าที่รับผิดชอบเป็นนายหน้าในการรับเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กับสถานบริการหลายแห่ง เพื่อดูแลเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย และเมื่อเกิดปัญหาจะเป็นคนรับเคลียร์อยู่เสมอ และจากข้อมูลในการสืบสวนยังไม่ทราบว่านายเจี๊ยบ มีชื่อนามสกุลจริง และเป็นใครมาจากไหน จึงยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากผู้ต้องหาให้การซัดทอดมาเพียงเท่านี้

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลในวันที่เกิดเหตุอีกว่า นายเจี๊ยบ เป็นคนที่ขับรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน รุ่นคาราเวลล์ นำกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดที่สวมใส่ชุดซาฟารีสีเข้มเป็นเครื่องแบบ และสวมแว่นตาดำ ไปหานายบัณฑิต ที่คอนโดริเวอร์ หรือลัดดาวัลย์ ย่านเจริญกรุง ในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน และในขณะที่ลงมือก่อเหตุได้ข่มขู่ รปภ.ประจำอาคาร ก่อนจะปัดกล้องวงจรปิดเพื่อไม่ให้สามารถจับภาพกลุ่มคนร้ายเพื่อใช้เป็นหลักฐานได้ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำให้ทางตำรวจทำการรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงการสอบปากคำพยาน และพยานวัตถุในที่เกิดเหตุเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างติดตามตัวนายเจี๊ยบ มาสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป

ส่วนกรณีที่ทางตำรวจ สน.พระโขนง ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือ นายปรีชา ดาราไตร อายุ 44 ปี และนายไพเชษฐ์ เมธิสริยพงศ์ อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาที่ได้มีการติดต่อขอเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไร้วี่แววนั้น มีรายงานข่าวว่า ทางพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวน โดยเบื้องต้นได้สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 10 ปาก จึงคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลจังหวัดพระโขนงได้ อย่างไรก็ตามในวันนี้(5 ธ.ค.) จะนำสำนวนบางส่วนส่งให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนนำมารวบรวมพยานหลักฐานที่ยังไม่สมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งนี้ทางตำรวจยังเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองยังอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องการหลบไปตั้งหลักสู้คดีก่อน

ด้าน พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนติดตามจับกุมนายนพพร เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่า นายนพพร ยังคงอยู่ในประเทศกัมพูชา และยังไม่ได้รับการติดต่อขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด โดยชุดสืบสวนได้มีการประสานงานกับด่านตรวจคนเข้าเมือง หากพบนายนพพร เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย ก็จะดำเนินการจับกุมทันที อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายเจี๊ยบ นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบชื่อสกุลจริง จึงยังคงทำได้แค่การออกหมายจับชายไทยตามภาพสเก็ตซ์เท่านั้น