(รายงาน) "ทปอ."เสนอปฏิรูป6ด้าน เลือกนายกฯโดยตรง-ส.ส.ไร้สังกัด
นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะรักษาการประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พร้อมสมาชิก ทปอ.ได้เข้ายื่นข้อศึกษาและข้อเสนอแนะจากคณะทำงานปฏิรูปทั้ง 6 ด้าน ต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อประกอบการพิจารณาในการปฏิรูปประเทศ
สำหรับผลการศึกษาการปฏิรูปทั้ง 6 ด้าน ของทปอ. มีสาระสำคัญ คือ 1.การปฏิรูปการเมือง เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โดยแยกอำนาจบริหารออกจากอำนาจนิติบัญญัติ ด้วยวิธีให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงแบบเดียวกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขณะที่ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง และมีที่มาจากการเลือกตั้งในพื้นที่และการเลือกตั้งผ่านสาขาอาชีพ โดยจำนวนส.ส.ต้องมีความเหมาะสมกับฐานประชากรแต่ละพื้นที่ สำหรับหน้าที่ของส.ส.คือด้านนิติบัญญัติและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารเท่านั้น ห้ามไปดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารอย่างเด็ดขาด
ส่วน ส.ว.นั้นอาจจะมีหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการกำหนดอำนาจและหน้าที่ นอกจากนั้นได้เสนอให้เพิ่ม "สภาพลเมือง" ที่มีจำนวนไม่เกิน 900 คน มาจากประธานสภาเทศบาลเลือกกันเองทั่วประเทศ อำเภอละ 1 คน โดยมีอำนาจตรวจสอบและติดตามการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
ปฏิรูปพรรคการเมืองไม่ให้กลุ่มทุนครอบงำ ด้วยวิธีให้มีสมาชิกกระจายอยู่ทุกภาค, รัฐต้องสนับสนุนทุนให้พรรคการเมือง เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ และให้มีมาตรการทางภาษีเพื่อให้ประชาชนสามารถบริจาคเงินแก่พรรคการเมืองได้อย่างเปิดเผย, ปฏิรูประบบผลตอบแทนให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยปรับระบบสวัสดิการและข้อห้ามต่างๆ ที่เหมาะสม พร้อมมีมาตรการป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน
2.ปฏิรูปเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ โดยเน้นรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปกครองแต่ละพื้นที่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจสอบถ่วงดุล ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ตำแหน่งผู้บริหารต้องมาจากการเลือกตั้ง ขณะที่สภาท้องถิ่นต้องมาจาก 2 ระบบคือเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่และการสรรหาจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ
3.ปฏิรูปการศึกษา ด้วยกระบวนการพัฒนาครูให้เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า พร้อมวางระบบผลิตและมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่วิชาชีพ, กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อสร้างทักษะชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้เรียนเพื่อความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งต่อไป นอกจากนั้นต้องจัดระบบการศึกษาอย่างมีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพและพัฒนากำลังคน
4.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ด้วยวิธียุติธรรมทางเลือกมาสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมแบบมีส่วนร่วมของชุมชน เพิ่มการคุ้มครองสิทธิทั้งผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และผู้ต้องโทษ ขณะที่องค์กรยุติธรรมต้องปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการทำงาน
5.ปฏิรูปด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ด้วยการตั้งคณะกรรมการมหาวิทยาลัยสีขาว ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาวิชาต่างๆ โดยนำโครงการบัณฑิตไม่โกงมาขยายผลและประสานงานกับมหาวิทยาลัยที่ร่วมเป็นกรรมการ ส่วนกลไกทำงาน คือ จัดให้มีหน่วยงานที่เป็นไปตามความสมัครใจของผู้มีส่วนได้เสีย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนิสิตหรือนักศึกษา, กลุ่มสภาอาจารย์หรืออาจารย์ทั่วไป และ ฝ่ายสนับสนุน คือ ฝ่ายบริหารและพนักงานมหาวิทยาลัย โดยมีภารกิจในการสร้างประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร ขณะที่องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องกำหนดให้เร่งดำเนินการในคดีต่างๆ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
และ 6.ปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยวิธีเพิ่มค่าใช้จ่ายเรื่องการวิจัยและพัฒนารวมของประเทศ พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนวิจัยภาคเอกชน 70% ภาครัฐ 30% รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จัดตั้งห้องปฏิบัติการหรือศูนย์ความเป็นเลิศทางการวิจัยระดับชาติ
....................................................................
ดันระบบเลือกตั้งเกิด"รัฐบาลผสม"
น.ส.ปัทมา สูบกำปัง นักวิชาการชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า ได้เสนอผลงานวิชาการ หัวข้อ "การสร้างดุลยภาพในระบบโครงสร้างอำนาจรัฐ แนวทางปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร" ระบุว่า การปฏิรูปโครงสร้างดังกล่าว เป็นการป้องกันปัญหาความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล จึงควรวางมาตรการคู่ขนานเสริม คือออกแบบระบบเลือกตั้งให้เกิดรัฐบาลผสม ซึ่งรัฐบาลผสมสามารถบรรลุได้ด้วยการออกแบบระบบเลือกตั้ง ส.ส.
ที่สำคัญการนำระบบเลือกตั้งแบบเขตละ 3 คนมาใช้ เป็นการเปิดให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงลดหย่อนลงไปยังสามารถเข้าร่วมในฝ่ายนิติบัญญัติ และการเลือกตั้งประเภทบัญชีรายชื่อที่เปลี่ยนจากแบบใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง สู่แบบแบ่งประเทศออกเป็น 8 เขตเลือกตั้ง ยิ่งช่วยลดการเกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่เพียงไม่กี่พรรคลงไปอีก ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรดำเนินต่อไป แต่อาจมีการปรับให้เอื้อต่อการมีรัฐบาลผสมมากขึ้น ด้วยการเพิ่มเขตเลือกตั้งสำหรับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จาก 8 เขต เป็น 9 หรือ 10 เขต
นอกจากนั้นยังเห็นว่า เพื่อให้นายกฯมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ควรออกกฎหมายคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้นายกฯ ต้องใช้อำนาจในการตัดสินใจร่วมกับ ครม. โดยโครงสร้างประกอบด้วย นายกฯ รัฐมนตรีที่มีอิทธิพลและมาจากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญ ๆ ถือเป็น ครม.ชั้นในที่มีหน้าที่และอำนาจควบคุม ครม.ในส่วนที่เหลือ ข้อกำหนดเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้นายกฯมีท่าทีแข็งกร้าวหรือรวบอำนาจ ทำให้การบริหารบ้านเมืองแตกกระจายไปตามรัฐมนตรีแต่ละคน ซึ่งอาจไม่ได้มาจากพรรคการเมืองเดียวกันเสมอไป
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ประชาชนเลือกนายกฯ โดยตรง เพื่อปลดปล่อยให้ฝ่ายบริหารเป็นอิสระ แต่ก็มีข้อสังเกตที่ควรพึ่งระวังว่าอาจจะเกิดปัญหาตามภายหลังได้ อาทิ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และกระบวนการถอดถอน และเห็นว่าควรให้ฝ่ายนิติบัญญัติรอดพ้นจากการครอบงำของฝ่ายบริหาร และควรให้สิทธิพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เพื่อเป็นหลักประกันว่าเสียงข้างน้อยจะไม่ถูกมองข้ามในรัฐสภา





