วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปริญญา'ชำแหละปัญหาการเมืองไทย

(รายงาน) "ปริญญา"ชำแหละปัญหาการเมืองไทย ชูเลือกตั้งแบบผสม-แบ่งแยกอำนาจให้ชัด

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาระดมความคิดเห็นของนักศึกษาหลักสูตร พตส.รุ่นที่ 1-5 ของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้ง "กรุงเทพธุรกิจ" เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงนำมารายงานอย่างละเอียด

ดร.ปริญญา กล่าวว่า ทำไมประชาธิปไตยจึงไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ปี 2475) ได้เกิดเหตุการณ์นองเลือดมาแล้ว 5 ครั้ง เหตุการณ์ล่าสุดคือเดือน ก.พ.57 ที่ผ่านมา ต้องตั้งคำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ที่กำลังร่างกันอยู่นี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรได้จริงหรือไม่ ซึ่งขอบอกว่าถ้าเราไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็ยากที่จะอยู่อย่างถาวร

สาเหตุสำคัญของการยึดอำนาจทุกครั้งส่วนใหญ่เกิดมาจากการคอร์รัปชันของนักการเมือง มันจึงมีคำถามต่อว่าประเทศที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็งทำให้การคอร์รัปชันมีน้อย หรือการคอร์รัปชันมีน้อยประชาธิปไตยจึงเข้มแข็ง สิ่งสำคัญคือ เรื่องของ "ระบบ" กับเรื่องของ "คน" ต้องดีทั้งคู่ ประชาธิปไตยที่ดีต้องให้ประชาชนมองเห็นได้ ถ้าจะปราบคอร์รัปชันให้หมดไป ต้องทำประชาธิปไตยให้เข้มแข็งเสียก่อน แต่ที่ประเทศไทยมีปัญหาเพราะกำลังทำในสิ่งตรงกันข้าม

ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่า ผู้นำเผด็จการทั่วโลกเกิดจากการเป็นวีรบุรุษของชาติมาก่อนแทบทั้งสิ้น เพียงแต่อยู่ในอำนาจนานเกินไป เมื่อยิ่งอยู่นานเข้าประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนตนก็แยกกันไม่ออก การป้องกันเผด็จการอย่างระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้มีการเลือกตั้งทุกระยะ

แต่ข่าวร้าย คือ ระบบรัฐสภาในประเทศไทยมีจุดอ่อน เพราะรัฐบาลอาจเป็นเผด็จการควบคุมทุกอย่าง ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลมีแต่ฝ่ายค้านที่เป็นเสียงข้างน้อย หรือไม่ก็รัฐบาลปวกเปียกไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากการดึงพรรคอื่นให้มาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็มักจะมีการการันตีตำแหน่งทางการเมือง และรัฐบาลจะไม่ค่อยไปยุ่งในงานของพรรคร่วม เพราะเกรงว่าจะถูกถอนตัว

ส่วนปัญหาอีกประการหนึ่ง คือ บรรดา ส.ส.ต้องจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง เพราะจะทำให้พรรคส่งเป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้ง วิธีแก้ปัญหา คือ ต้องทำให้เกิดการแบ่งแยกอำนาจที่ชัดเจน ทำให้ "คนแบ่งเค้ก" กับ "คนกินเค้ก" เป็นคนละส่วน ฝ่ายตุลาการต้องตรวจสอบฝ่ายบริหารไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมายที่ดีให้ฝ่ายตุลาการนำไปใช้

ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า ปัญหาต่อมาจากการเลือกตั้งในประเทศไทย คือ ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งจะได้ที่นั่ง ส.ส.มากกว่าความเป็นจริง แต่พรรครองลงมาจะได้ที่นั่ง ส.ส.น้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งกว่าความเป็นจริงและฝ่ายค้านก็อ่อนแอลง

ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งในโลกนี้มี 3 ระบบหลัก คือ 1.ระบบเสียงข้างมาก แบ่งได้เป็นระบบเสียงข้างมากแบบธรรมดา และระบบเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ซึ่งเสียงข้างมากแบบธรรมดา พรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดแม้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ก็จะชนะการเลือกตั้ง ส่วนเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด คือ ต้องชนะการเลือกตั้งให้ได้คะแนนมากกว่าครึ่ง

2.ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ที่เราคุ้นเคยกัน คือ ระบบบัญชีรายชื่อ โดยจะแบ่งเป็นบัญชีปิดที่พรรคเลือกอันดับของ ส.ส.เอง แต่หากเป็นบัญชีเปิด ประชาชนจะมีสิทธิเลือกอันดับ ส.ส.ในลิสต์ด้วยตัวเอง จึงเห็นว่าระบบบัญชีเปิดน่าสนใจที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย จะได้แก้ปัญหาอิทธิพลจากนายทุนพรรค

3.ระบบเลือกตั้งแบบผสม เอาระบบเสียงข้างมากและระบบสัดส่วนมารวมกัน แบ่งได้เป็น 1.ระบบผสมแบบคู่ขนาน ที่ระบบเสียงข้างมากและสัดส่วนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย ซึ่งประเทศไทยก็ใช้ระบบนี้ กับ 2.แบบใช้คะแนนสัดส่วนกำหนดจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะได้รับ แบบที่ประเทศเยอรมนีใช้

โดยมีวิธี คือ รวมคะแนนแบบสัดส่วนของทุกพรรคทั้งประเทศ คะแนนสัดส่วนคือคะแนนที่กำหนดจำนวนของ ส.ส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะได้ แล้วนำจำนวน ส.ส.แบบเสียงข้างมากมาหักออก ที่เหลือคือ ส.ส.แบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อ เห็นว่าระบบนี้เหมาะสมกับประเทศที่มีความขัดแย้งสูง เพราะที่นั่งในสภาจะตรงกับความเป็นจริง และจะมีการประนีประนอมกว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะสะท้อนความเข้มแข็งที่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้นการเลือกตั้งแบบเยอรมันจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด

"พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยคงไม่ชอบวิธีการเลือกตั้งแบบนี้ เพราะจะได้ที่นั่งน้อยลง และจะทำให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงรองลงมามีสัดส่วน ส.ส.เพิ่มมากขึ้น ส่วนตัวจึงมองว่านี่คือระบบเลือกตั้งที่เป็นธรรมที่สุด ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่มีพรรคการเมืองใดชนะหรือแพ้ตลอด"

ดร.ปริญญา กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาการเมืองไทยอีกสิ่งหนึ่งต้องตั้งประเด็นว่า รัฐธรรมนูญควรจะหนาแค่ไหน ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญไทยหนาขึ้นเรื่อยๆ จากฉบับแรกที่มีสามพันกว่าคำ กลายเป็นสี่หมื่นคำ ถามว่าหนาขึ้นแล้วทำให้ดีขึ้นหรือไม่ จริงๆ คือยิ่งหนากลับยิ่งแก้ปัญหาไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น มาตราที่เกี่ยวกับ ส.ส.และ ส.ว. ที่มีการเพิ่มคำในมาตราทุกครั้งที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากบรรทัดเดียวกลายเป็น 4 บรรทัด หรือการที่ต้องการให้ ส.ส.ไม่ผูกมัดกับหรืออยู่ใต้อาณัติใคร แต่ข้อเท็จจริง ส.ส.ต้องสังกัดพรรคเท่านั้น เราเขียนอะไรกันมากมาย แต่กลับลืมเขียนการแบ่งแยกอำนาจที่ชัดเจน

จริงๆ การมีประชาธิปไตยที่ดี ต่อให้ขัดแย้งแค่ไหน ถ้าทุกฝ่ายว่ากันตามกติกาก็เพียงพอ เปรียบเทียบกับการเล่นฟุตบอล หากผู้เล่นไม่ฟังกรรมการ หรือกรรมการเองไม่เที่ยงธรรม จนกลายเป็นผู้เล่นทะเลาะกัน คนดูทะเลาะกัน สุดท้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็เข้ามาสั่งยุติการแข่งขัน ถ้าคนเล่นฟุตบอลตามกติกา ทหารจะมายุ่งหรือไม่

ดังนั้นผู้ควบคุมการแข่งขันที่แท้จริงคือประชาชน ประชาชนต้องรู้กติกา รัฐธรรมนูญจึงไม่ควรหนาเกินไป รัฐธรรมนูญที่ดีอย่างที่สหรัฐอเมริกาใช้นั้น ก็มีความหนาเพียงแค่เจ็ดพันคำเท่านั้นเอง