วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งชุดล่า'เสี่ยหมื่นล้าน'จ้างแก๊งอุ้มหักหนี้-อ้างเบื้องสูง

ศาลทหารออกหมายจับ "นพพร ศุภพิพัฒน์" มหาเศรษฐีหมื่นล้าน แอบอ้างเบื้องสูงร่วมกับ 5 ผู้ต้องหาซึ่งเชื่อมโยงคดีดัง

อุ้มขู่ขอลดหนี้หลายสิบล้าน นครบาลส่งชุดสืบเร่งตามตัวมาดำเนินคดี โฆษก ตร.ระบุคดีพงศ์พัฒน์คืบหน้า 90% คาดไม่มีจับเพิ่ม กรมศิลป์เผยพบโบราณวัตถุจริงกว่า 30 รายการมูลค่า 50 ล้าน แต่มากกว่าครึ่งเป็นของปลอม

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) รักษาราชการแทน ผู้บัญชาตำรวจสอบสวนกลาง (รรท.ผบช.ก.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเมื่อวานนี้ (2 ธ.ค.) ถึงความคืบหน้าคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวก รวมทั้งเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ว่า ศาลทหารกรุงเทพฯ ได้ออกหมายจับ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้แล้ว

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อหาของนายนพพร คือ ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หมิ่นเบื้องสูง จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ โดยมีอาวุธ เนื่องจากวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เป็นช่วงที่มีการประการใช้กฎอัยการศึกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

"นายนพพร อายุ 43 ปี เป็นผู้ต้องหาคนที่ 23 ที่ถูกออกหมายจับ โดยทำหน้าที่เป็นผู้จ้างวาน ให้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อขอลดหนีจาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง" ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าว

สำหรับนายนพพร เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุด โดยอยู่ในลำดับที่ 31 ของการจัดลำดับมหาเศรษฐีเมืองไทย ประจำปี 2557 ที่จัดทำโดยเว็บไซต์ ฟอร์บไทยแลนด์ โดยร่ำรวยจากการทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม ด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท

คดีเสร็จ90%-ไม่มีหมายจับเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า คดีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์นั้นมีความคืบหน้าไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว และเท่าที่ดูคงไม่มีการออกหมายจับเพิ่มอีกแล้ว เว้นจะมีหลักฐานใหม่

ส่วนการติดตามตัว พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.6 บก.ป.) นั้น เขากล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการติดต่อเข้ามารายงานตัวตามหมายเรียก แต่ถ้าออกหมายเรียกครบ 3 ครั้งแล้วไม่เดินทางมาก็จะออกหมายจับ ในข้อหาไม่มาให้ถ้อยคำ หากพบว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงก็จะดำเนินคดี

ชี้กระบวนการยังไม่ถึงขั้นถอดยศ

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวถึงการดำเนินการถอดยศนายตำรวจที่ตกเป็นผู้ต้องหาว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเงื่อนไขคือต้องมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้จำคุก และกระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ซึ่งขณะนี้กระบวนการยังไม่ถึงขั้นนั้น เป็นเพียงการดำเนินการทางวินัยและอาญา

นครบาลจ่อขอหมายจับเพิ่มอีก1

ด้าน พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวเมื่อวานนี้ (2 ธ.ค.) ว่า ตั้งชุดสืบสวน 3 ทีมเพื่อติดตามจับกุมนายนพพรซึ่งคาดว่าอยู่ในประเทศ ส่วนข้อสงสัยถึงพฤติกรรมมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอดีต ผบช.ก.อย่างไรนั้นเป็นเรื่องในสำนวน และตำรวจก็เตรียมขออนุมัติศาลออกหมายจับอีก 1 คน แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาที่ตำรวจเตรียมจะขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติมนั้น เป็นผู้ที่ถูกซัดทอดว่า เป็นผู้จ้างวาน และเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกลุ่มผู้ต้องหา

ยันโบราณวัตถุจริงสมัยพุทธศตวรรษที่12

ด้านการตรวจสอบของกลางที่เชื่อว่าเป็นวัตถุโบราณนั้น วานนี้ (2 ธ.ค.) นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร แถลงความคืบหน้าผลการตรวจพิสูจน์วัถตุโบราณที่ตรวจยึดได้จากสถานที่ต่างๆ ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ว่า เบื้องต้นสามารถแยกประเภทเป็นประติมากรรมหินอ่อน ศิลปะเขมร จำนวน 13 รายการ เช่น พระพุทธรูปยืนสมัยก่อนเมืองพระนคร (แบบอังกอร์โบเรย) พุทธศตวรรษที่ 12 ร่วมสมัยศิลปะทวารวดี เทวรูปและเทวสตรี สมัยก่อนเมืองพระนคร แบบสมโบร์ไพรกุก ราวพุทธศตวรรษที่ 13

ทั้งนี้ ยังมีพระพุทธรูปและรูปเคารพในพระพุทธศาสนา และศาสนาฮินดู จำนวน 37 รายการ เช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำด้วยสำริด ศิลปะล้านช้าง พุทธศตวรรษที่ 21-22 พระพุทธรูปยืน พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ทำด้วยสำริด ศิลปะอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 23-24 รวมทั้งงาช้างแกะสลัก จำนวนไม่น้อยกว่า 30 รายการ

ประเมินมูลค่ากว่า50ล้านบาท

"ประติมากรรมหิน ศิลปะเขมร และพระพุทธรูปและรูปเคารพ รวม 50 ชิ้นที่ตรวจสอบ มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เชื่อว่านำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว พม่า กัมพูชา ซึ่งต้องตรวจสอบว่านำเข้ามาอย่างไร ผ่านขั้นตอนการนำเข้าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งผู้ครอบครองจะต้องนำเอกสารมาแสดง เพื่อพิสูจน์ว่าได้ทรัพย์สินทั้งหมดมาถูกต้อง" นายบวรเวท กล่าว

นายบวรเวท กล่าวว่า สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเตียง ตู้ โต๊ะ ประดับด้วยงาช้าง นาฬิกาประดับโลหะชุปทอง ประดับกระดองเต่า ส่วนมากมีอายุในปี พ.ศ.2380 หรือในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปมีการค้าขายวัตถุโบราณกับต่างประเทศ ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย

เกินครึ่งเป็นของปลอม-ของเลียนแบบ

"หลังจากนี้จะประสานสถานทูตประเทศที่คาดว่าน่าจะเป็นต้นทางของวัตถุโบราณที่ตรวจพบ เพื่อให้แต่ละประเทศนำหลักฐานมาแสดงความเป็นเจ้าของ ส่วนชิ้นใดพบว่าเป็นของไทยจะนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แต่ของกลางทั้งหมดเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นของปลอมหรือของทำเลียนแบบขึ้นมา" นายบวรเวท ระบุ

นอกจากนี้ ยังมีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบและคัดแยกอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ประติมากรรมหิน ศิลปะอินเดีย ภาพสลักเล่าเรื่อง เครื่องปั้นดินเผา ภาพเขียน ชุดสังคโลก กว่า 10,000 ชิ้น ซึ่งจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

เชื่อเสี่ยโจ้หนีอยู่แนวชายแดน

ส่วนการติดตามจับกุมนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ นักธุรกิจผู้กว้างขวางในภาคใต้ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีหลังศาลตัดสินให้มีความผิดฐานปลอมดวงตราประทับเข้าเมือง หลังตำรวจประกาศให้รางวัลนำจับ 1 ล้านบาทนั้น พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า เช็คแล้วน่าจะอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนไทย ซึ่งในทางลับพอรู้แล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ชี้น้ำมันเถื่อนไม่เกี่ยวกลุ่มก่อความไม่สงบ

ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้น โฆษก ตร. กล่าวว่า ตัดไปได้เลย ไม่เกี่ยวข้องกัน นี่เป็นเรื่องการหาผลประโยชน์ธุรกิจที่ผิดกฎหมายอย่างเดียว

เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างนายสหชัยกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า เท่าที่หลักฐานปรากฏคือเชื่อมโยงกับนายตำรวจระดับสูงเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ซึ่งหลักฐานอยู่ในสำนวน ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

ปลัดยธ.สั่งเด้งรองอธิบดีดีเอสไอ

อย่างไรก็ดีมีรายงานจากกระทรวงยุติธรรมว่า วานนี้ (2 ธ.ค.) พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งย้าย นายเพิ่มพูน พึ่งประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ โดยระบุเหตุผลเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ต่อทางราชการ และคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอว่างลงพร้อมกัน 2 ตำแหน่ง

สำหรับกระแสข่าวการโยกย้ายนายเพิ่มพูนมีมาเป็นระยะๆ เนื่องจากนายเพิ่มพูนเป็นรองอธิบดีที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลดีเอสไอศูนย์ภาคต่างๆ แต่ระหว่างนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีบัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนภาคใต้ที่ระบุว่ามีการจ่ายเงิน 1.6 ล้านบาทให้กับ "เล็ก ดีเอสไอ" เมื่อปี 2555 นั้น มีรายงานว่าดีเอสไอยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แต่มีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่เบื้องต้นว่า ผู้ที่ปฏิบัติงานในภาคใต้ของดีเอสไอไม่มีคนชื่อนี้จึงคาดว่าเป็นการแอบอ้างชื่อไปใช้กระทำผิด

แจงส่ง"พงศ์พัฒน์"รักษาโรคผู้สูงอายุ

นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวเมื่อวานนี้ (2 ธ.ค.) ว่า มีการนำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์อีกครั้งเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดและปรับยาความดันและเบาหวานให้เหมาะสม