วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ชงยุบ'สตช.-ก.ตร.'

กมธ.ปฏิรูปกฎหมายชงยุบ"สตช.-ก.ตร." ตั้งเป็น "สภากิจการตำรวจแห่งชาติ" กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น

ดันประชาชนมีส่วนร่วมแต่งตั้งโยกย้าย หวังป้องกันการเมืองล้วงลูก ด้านอนุกมธ.เสนอลดส.ส.เหลือแค่ 350 คน มาจากทั้งเลือกตั้ง-บัญชีรายชื่อ ส่วน ส.ว.มาจากเลือกตั้ง-สรรหา "วิษณุ"แนะหากยึดระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน อาจทดลองดูก่อนได้

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างสำนักตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทั้งระบบเพื่อแก้ปัญหาของสตช. โดยเฉพาะสำนักงานสตช.และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะต้องไม่มีอีกต่อไป เพื่อให้องค์กรตำรวจมีความอิสระทั้งในเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้าย ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

ทั้งนี้ให้มีองค์กรกลางเข้ามาทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ คือ สภากิจการตำรวจแห่งชาติ ที่มีกรรมการประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวกับความมั่นคง และหัวหน้าส่วนราชการกระบวนการยุติธรรม กรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดเลือกจากส.ส.และส.ว. เข้ามาทำหน้าที่ ปรับการกระจายอำนาจการบริหารจากเดิมที่รวมศูนย์ไว้ที่สตช. ให้กระจายออกไป โดยกำหนดให้มีตำรวจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ที่การบริหารแยกจากกัน ให้มีหน้าที่และการบริหารงานตามตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ รวมทั้งให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ แต่งตั้ง โยกย้าย หรือถอดถอนตำรวจ

นอกจากนี้ ให้จัดโครงสร้างองค์กรตำรวจ โดยให้ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับงานด้านใดให้โอนไปขึ้นตรงกับหน่วยงานนั้น เช่น ตำรวจป่าไม้ ไปอยู่กับกรมป่าไม้ ตำรวจรถไฟ ไปอยู่การรถไฟแห่งประเทศไทย และตำรวจท่องเที่ยว ให้ไปอยู่กับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น

ทั้งนี้การปรับโครงสร้างทั้งหมดไม่ได้เป็นการลดทอนอำนาจโครงสร้างตำรวจ เพราะอำนาจหน้าที่ของตำรวจยังคงอยู่ ทั้งหมดเป็นเพียงตุ๊กตาเบื้องต้นที่จะนำเสนอต่อ สปช. ซึ่งจะประชุมในวันที่ 15-17 ธ.ค.จากนั้นก็เสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ส่วนรายละเอียดกระบวนการจะมอบหมายให้อนุกมธ.ทำหน้าที่พิจารณาต่อไป

เสนอคง4ศาลเหมือนเดิม

ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เป็นประธานประชุม เพื่อพิจารณาและติดตามรายงานการพิจารณาของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ

โดยก่อนการเริ่มประชุม นายบรรเจิด สิงคะเนติ ประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลและกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยรายงานที่นำเสนอต่อที่ประชุมว่า มี 2 กรอบหลักการใหญ่ คือ 1.เรื่องศาล โดยมีรายละเอียดคือ คงจำนวน 4 ศาล เช่นเดิม คือ ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง และ ศาลทหาร ส่วนกรณีของศาลที่พิจารณาเกี่ยวกับความผิดหรือคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่กระแสข่าวว่านายอุดม เฟื่องฟุ้ง อนุกมธ.ฯ เสนอให้เพิ่มกระบวนการอุทธรณ์ในศาลที่พิจารณาในคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถือเป็นข้อเสนอหนึ่ง แต่ในเรื่องของการอุทธรณ์นั้นในรัฐธรรมนูญ 2550 มีระบุอยู่แล้วในเรื่องของการทบทวน กล่าวคือ หากมีข้อมูลใหม่หรือข้อมูลเพิ่มเติมสามารถให้ดำเนินการทบทวนได้ อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาในรายละเอียดดังกล่าวอีกครั้ง

และ 2.กระบวนการยุติธรรม ในคดีสำคัญให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนกับตำรวจ ตั้งแต่ต้นทาง และจะกำหนดให้รัฐช่วยเหลือทางกฎหมายกับประชาชน อาทิ การให้ความรู้, ให้คำแนะนำ, การไกล่เกลี่ย

"สุจิต"ชงมีส.ส.แค่350คนมาจาก2ระบบ

ด้านนายสุจิต บุญบงการ ประธานคณะอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อเสนอว่า 1.ที่มาของนายกฯ และคณะรัฐมนตรี คือให้ใช้รูปแบบที่มาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ให้สภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ที่ลงคะแนนเลือกนายกฯ โดยมีเหตุผลคือระบบการเลือกนายกฯ ในรูปแบบสภาฯ ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ปัจจัยที่มีปัญหาคือผู้มีอำนาจใช้อำนาจทางบริหารที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นหากยึดรูปแบบเดิมและแก้ไขในส่วนที่มีข้อบกพร่องจะเป็นการแก้ปัญหาได้มากกว่า

ทั้งนี้ยอมรับว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อสรุปจากเสียงข้างมากของ อนุกมธ.ฯ ส่วนข้อเสนอข้างน้อย คือ เสนอให้เลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง ยังคงสงวนสิทธิ์ไว้และนำเข้าสู่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหญ่เช่นเดียวกัน ทั้งนี้มีประเด็นที่พิจารณาต่อคือการให้เลือก ครม.ผ่านการเลือกตั้งตรงของประชาชนนั้น จะเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายบริหารมากเกินไป หรือทำให้เกิดการฮั้วกันทางการเมือง จนทำให้เป็นปัญหาต่อการบริหารงานได้

สำหรับที่มาของ ส.ส.นั้นให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ โดยเสนอจำนวนส.ส.อยู่ที่ 350 คน ทั้งนี้อาจจะปรับลดจากจำนวนดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่เพิ่มมากไปกว่านี้ โดยมีเหตุผลคือเพื่อให้การทำงานของส.ส.มีความคล่องตัว และสามารถตอบสนอง เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีศักยภาพ

เสนอส.ว.มาจากเลือกตั้ง-สรรหา

ขณะที่ที่มาของส.ว.จะยังคง 2 ระบบ คือ มาจากการเลือกตั้ง และ สรรหาตามวิชาชีพที่มีกรอบการสรรหาอย่างกว้าง ทั้งนี้ในรูปแบบสรรหานั้นอาจต้องมีการโหวตจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนด้วย ส่วนหน้าที่ถอดถอนของส.ว.นั้น ให้คงไว้เช่นเดิม แต่รูปแบบทั้งหมดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ตั้ง"กาญจนารัตน์"ปธ.อนุฯยกร่างรายมาตรา

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการประชุมเพื่อพิจารณารายงานของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 ด้านว่า ได้พิจารณาและเห็นชอบในหลักการและกรอบใหญ่ข้อเสนอของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 1 ว่าด้วยความเป็นพลเมืองและหน้าที่พลเมือง ส่วนรายละเอียดที่พิจารณาคือหลักการและบทบัญญัติเดียวกันที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 และในวันที่ 3 ธ.ค.จะเข้าสู่การพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 2 ว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพของพลเมือง และคณะที่ 3 ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน

นายคำนูณ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้แต่งตั้ง คณะอนุกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา โดยมีนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน และมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นที่ปรึกษา โดย อนุกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา จะเริ่มพิจารณารายละเอียดรายมาตรา ตั้งแต่ปลายเดือนธ.ค.นี้ก่อนนำเสนอรายละเอียดที่ยกร่างรายมาตรานั้น ส่งคณะอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 คณะ พิจารณา ในวันที่ 5 ม.ค.2558 และกำหนดกรอบยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราให้แล้วเสร็จในวันที่ 3 เม.ย. และส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างแรกให้ สปช. พิจารณาในวันที่ 17 เม.ย.

ดันตั้งศาลคดีวินัยการเงิน-งบประมาณ

นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า ช่วงสัปดาห์หน้า นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. พร้อมด้วยกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะแถลงถึงมาตรการและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้ได้พิจารณาการเพิ่มช่องทางในการฟ้องร้องทางคดีผ่านทางศาลที่เกี่ยวกับคดีวินัยการคลังและงบประมาณ โดยเป็น 1 ในแผนกของศาลฎีกา หรือศาลอุทธรณ์ ส่วนอำนาจการทำงานนั้นจะดึงมาจากส่วนงานของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง

"วิษณุ"แนะทดลองเลือกตั้งแบบเยอรมันก่อน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอให้การเลือกตั้งในประเทศไทย เหมือนระบบการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนี ว่า ตนได้ศึกษาระบบการเลือกตั้งของเยอรมันซึ่งมีข้อดี และข้อเสีย ซึ่งข้อดีทุกคะแนนจะมีความหมาย แต่ระบบเลือกตั้งของบ้านเราคะแนนบางส่วนไม่มีความหมาย และทุกภาคส่วนมีโอกาสที่จะรับเลือก ส่วนข้อเสียจะมีความยุ่งยากเพราะเราชินกับการเลือกตั้งที่คนได้คะแนนเป็นอันดับ 1 จะได้รับเลือก แต่ระบบของเยอรมันคนที่ได้ลำดับที่ 2 อาจจะได้รับเลือก ซึ่งทำความเข้าใจเรื่องนี้ยากมาก ทั้งนี้จุดอ่อนอีกเรื่องคือการทำให้มีพรรคเล็กพรรคน้อยเกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะมีโอกาสได้รับเลือก

นายวิษณุ กล่าวว่า ระบบของเยอรมันจะทำให้พรรคใหญ่เสียเปรียบแต่ต้องแบ่งความได้เปรียบให้แก่พรรคเล็ก ถ้าคิดว่าสามารถทนความยุ่งยากตรงนี้ได้ ระบบเยอรมันถือว่าน่าสนใจ เพราะคล้ายกับระบบการเลือกตั้งของออสเตรเลีย ส่วนหากมีการตกลงว่าจะมีการใช้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ก็ยังมีเวลาอีก 1 ปีที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ อาจจะทดลองใช้ 1-2 พื้นที่ก่อนก็ได้

ขอรายละเอียดเพิ่ม"นิรโทษ"ให้ใคร

นายวิษณุ ยังกล่าวถึงข้อเสนอนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองว่า เรื่องดังกล่าวสภาก็ดำเนินการเองได้ เพราะไม่ใช้กฎหมายการเงิน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้มาจากรัฐบาล แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกัน สภาอาจดำเนินการยากขึ้น ก็ต้องรอให้ถึงจุดนั้นก่อนแล้วค่อยมาคิดกันอีกครั้ง "ตอนนี้ยังฟังไม่ได้ศัพท์ว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอในการปฏิรูปหรือเป็นข้อเสนอในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็โยนหินมาหนึ่งก้อนถามทาง ช่วยโยนหินมาหลายๆ ก้อนหน่อย จะได้เข้าใจว่าจะนิรโทษใคร ทำเรื่องนี้เมื่อใด พร้อมทั้งเหตุผลในการเสนอว่าเป็นอย่างไร ถ้าเสนออย่างเป็นระบบก็อาจจะฟังขึ้นก็ได้"นายวิษณุ กล่าว

มทภ.1ชี้แค่การข่าวปมนศ.รับเงินป่วนนายกฯ

พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงกรณีกลุ่มดาวดิน ที่มีนักศึกษาที่ชู 3 นิ้วต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ จ.ขอนแก่น ออกมาปฏิเสธไม่ได้ถูกนักการเมืองจ้างให้มาป่วนนายกฯ ว่า ตนได้หารือและให้ข้อมูลกับนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้วว่า ข้อมูลที่ตนได้ให้กับสื่อมวลชนนั้นเป็นรายงานข้อมูลด้านการข่าวเบื้องต้น ซึ่งไม่ได้เป็นการแฉว่านักศึกษากลุ่มดังกล่าวถูกนักการเมืองท้องถิ่นว่าจ้างมา เป็นเพียงการรายงานข้อมูลทางด้านการข่าวเข้ามาให้รับทราบเท่านั้น เพราะยังต้องรับฟังข้อมูลจากด้านอื่นสนับสนุนและต้องมีการประมวลผลด้วย