วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลสั่ง'บิ๊กกทม.'ลุย2บ.เอกชนรื้อตึกสูง

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาสั่ง "ผอ.เขตปทุมวัน-ผู้ว่าฯกทม." ดำเนินการให้2 บ.เอกชนรื้อตึกสูง

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนสั่ง ผอ.เขตปทุมวัน - ผู้ว่าฯ กทม. ดำเนินการตามอำนาจ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ปี 22 ให้ 2 บริษัทเอกชน รื้อตึกสูงหรือระงับการสร้างในซอยร่วมฤดีที่มีความกว้างถนนตลอดแนวไม่ถึง 10 เมตร หลัง “ ขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง - แพทย์หลวง - ผู้พักอาศัยซอยร่วมฤดี รวม 24 คน ” มอบอำนาจทนาย ฟ้อง อภิรักษ์ ครั้งเป็นผู้ว่า ฯ ปล่อยให้ก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ขณะที่คดีพิจารณานานถึง 6 ปี จบ

ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 2 ธ.ค.57 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีที่ น.พ. สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์หลวงประจำพระองค์ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,นายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง , พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พ.ท.ธีระ จริยะเวช ผู้จัดการอาคารชุดลาเมซองร่วมฤดีกับพวกรวม 24 คน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพักอาศัยที่อยู่ในซอยร่วมฤดีและร่วมฤดี 2 ที่ติดกับสถานที่ก่อสร้างอาคาร และอาคารชุดลาเมซองร่วมฤดี ได้มอบอำนาจให้นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยื่นฟ้อง นายสุรเกียรติ์ ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการเขตปุทมวัน (ตำแหน่งขณะนั้นเมื่อปี 2551 ) และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ตำแหน่งขณะนั้นเมื่อปี 2551 ) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 2 ในคดี หมายเลขดำ อ.310/2555 เรื่องละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยล่าช้าและไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ออกเอกสารรับรองความกว้างของถนนซอยร่วมฤดี เกินกว่าความเป็นจริง และปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารสูงคอนกรีตเสริมเหล็ก 24 ชั้น เพื่อใช้เป็นโรงแรม 76 ห้อง ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด

โดยนายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ผู้ถูกฟ้องที่ 1 และผู้ว่าฯกทม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2535 ดำเนินการให้บริษัทลาภประทาน จำกัด และบริษัททับทิมกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัย รื้อถอน หรือ แก้ไข อาคารที่มีการก่อสร้างที่ขัดต่อกฎหมาย เนื่องจากสร้างบนถนนในซอยร่วมฤดี-เพลินจิต ที่มีขนาดความกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

สำหรับคดีนี้เมื่อได้มีการยื่นฟ้องในปี 2551 แล้ว ศาลปกครองชั้นต้นได้แสวงหาข้อเท็จจริงและได้ตรวจสอบสถานที่จริงบริเวณที่ตั้งอาคารเมื่อปี 2552 โดยมีเจ้าหน้าที่รังวัดของสำนักงานที่ดินกทม. และคู่กรณีทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบความกว้างของถนนในซอยร่วมฤดี รวม 11 จุด แล้ว ซึ่งปรากฏว่ามีจำนวน 8 จุดที่มีความกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ผู้ถูกฟ้องทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่ไม่ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ดำเนินการกับบริษัทผู้ก่อสร้างอาคารสูงทั้งสองที่ก่อสร้างอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีพื้นที่อาคารรวมทุกชั้นไม่เกิน 30,000 ตารางเมตร บนที่ดินที่มีแนวเขตติดต่อกับซอยร่วมฤดีซึ่งมิได้เป็นถนนสาธารณะ โดยถนนนั้นมีเขตทางกว้างตลอดแนวที่เชื่อมกับถนนสาธารณะอื่นน้อยกว่า 10 เมตร ซึ่งขัดต่อกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ จึงมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสองใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคารฯ มาตรา 40-43 ดำเนินการกับ บริษัทผู้ก่อสร้างทั้งสองแล้วแต่กรณีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ต่อมาผู้ถูกฟ้องและบริษัทเอกชนที่ก่อสร้างอาคารที่มีส่วนได้เสียในคดี ในฐานะผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล

โดยศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องทั้ง 24 ราย เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงสามารถมีสิทธิฟ้องได้ เนื่องจากผู้ฟ้องเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารชุดและที่ดินในซอยร่วมฤดีที่ต้องใช้ถนนเป็นทางสัญจรเข้าออกสู่ถนนเพลินจิตหรือถนนวิทยุที่เป็นถนนสาธารณะ และแม้ว่าการฟ้องคดีของผู้ฟ้องทั้ง 24 จะยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้อง แต่ข้อพิพาทแห่งคดีนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย และความสะดวกด้านการจราจร ซึ่งผลแห่งการกระทำนั้นอาจทำให้ประชาชนส่วนรวมได้รับผลนั้นด้วยคดีจึงเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ส่วนรวมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3

ส่วนการกระทำของผู้ถูกฟ้องทั้งสองเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องทั้งสองมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาที่สาธารณะ ซึ่งข้อมูลความกว้างของเขตถนนในซอยร่วมฤดีนั้นมีความแตกต่างกัน ผอ.เขตปทุมวัน ผู้ถูกฟ้องที่1 จึงมีหน้าที่ตรวจสอบความกว้างของถนนให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับอาคารที่จะก่อสร้าง ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความกว้างของเขตถนนที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารสูงหรืออาคารใหญ่พิเศษ มีความกว้างน้อยกว่า 10 เมตรตลอดแนวหรือไม่ ซึ่งไม่ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วจะมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิบุคคลนั้น ตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นๆ และต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่เห็นว่าจำเป็นกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงรวมถึงการแสวงหาพยานที่อย่างที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการออกไปตรวจสถานที่หรือสอบถามความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญ แม้จะพบว่าผู้ว่ากทม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้ ผอ.เจตปทุมวัน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเขตถนนในซอยร่วมฤดีแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความกว้างถนนยังไม่ได้ข้อยุติ ผู้ถูกฟ้องทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักฐาน ที่สาธารณะของซอยร่วมฤดีให้ชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงการยืนยันข้อมูลตามทะเบียนข้อมูล ถนน ตรอก ซอย ในพื้นที่กทม. (กลุ่มรัตนโกสินทร์จำนวน 3 เขต) ข้อมูล ณ วันที่ 25 ส.ค. 47 ที่ผอ.เขตปทุมวัน ใช้เป็นข้อมูลควบคุมที่สาธารณะ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่เห็นว่ายังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ ตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ผู้ถูกฟ้องทั้งสองจึงถือว่าละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการตรวจสอบที่สาธารณะตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2547 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกทม.ฯ พ.ศ.2528 และเมื่อข้อเท็จจริงในการรังวัดลงพื้นที่รางวัดตรวจสอบเขตทางพบว่าความกว้างตลอดแนวถนนในซอยร่วมฤดีและถนนเพลินจิตจาก 8 จุด ใน 11 จุด มีความกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ดังนั้นการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารของบริษัทเอกชนทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535 ) ที่ออกตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ และเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องทั้งสองไม่ใช้อำนาจดำเนินการกับบริษัทเอกชนที่ก่อสร้างอาคารที่ขัดต่อกฎหมาย จึงถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ด้วย

ดังนั้นที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษาให้ ผู้ถูกฟ้องทั้งสองใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 40-43 โดยให้ดำเนินการกับบริษัทเอกชนทั้งสองตามแต่กรณีภายใน 60 วัน นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฯ มาตรา 40-43 บัญญัติว่าในกรณีที่มีการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น มีอำนาจสั่งให้เจ้าของ ผู้ควบคุมอาคาร ระงับการกระทำดังกล่าว หรือมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการ รื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยให้ดำเนินการรื้อถอนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง และหากไม่มีการรื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ผู้ร้องสามารถขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังบุคคลซึ่งมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม