วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สังคมไม่เชื่อมั่นองค์กรปราบโกง?

(รายงาน) สังคมไม่เชื่อมั่นองค์กรปราบโกง "พล.อ.ไพบูลย์" แนะต้องเอา รมต.เข้าคุก

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดสัมมนาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 2 (พ.ศ.2556-2560) ที่หอประชุมกองทัพเรือ เนื้อหาของการสัมมนาหลายช่วงน่าสนใจ "กรุงเทพธุรกิจ" สรุปสาระสำคัญมานำเสนอ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "นโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ" โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ความคิดที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้นเป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่แรก ซึ่งกำหนดไว้ในการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านที่จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

ในปี 2556 มีการจัดอันดับโดยหน่วยงานระหว่างประเทศ พบว่าประเทศไทยได้คะแนนความโปร่งใสเพียง 35 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 102 ของโลก แสดงให้เห็นถึงความตกต่ำของประเทศเพียงใด และยังชี้ให้เห็นว่ามีการทุจริตในราชการ ระบบการเมือง หรือแม้แต่การซื้อขายตำแหน่ง เหล่านี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อ สนช.ถึงการปราบปรามทุจริตว่าเป็นเรื่องใหญ่

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ธนาคารโลกได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือในการลงทุน กลุ่มทุนที่จะเข้ามาลงทุนจะมองปัจจัยที่เหมาะสมในแต่ละประเทศ ผลสำรวจเมื่อปีก่อนประเทศไทยอยู่อันดับ 28 ล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 26 แต่ก็วนเวียนอยู่แถวนี้ คนที่มาทำธุรกิจในประเทศไทยพบปัญหามากมาย การจะขออนุญาตตั้งโรงงานและอื่นๆ มีขั้นตอนเยอะ ทั้งยังมีการเรียกสินบนเกิดขึ้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก นอกเหนือจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้การจัดอันดับของประเทศไทยมีตัวเลขที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่พัฒนาเรื่องหนึ่ง แต่กลับไปสร้างปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง เช่น การจะแก้ปัญหาภัยก่อการร้าย แต่มีการทุจริตในการจัดซื้ออาวุธ ผลที่ตามมาก็ไม่สามารถแก้สิ่งที่ต้องการได้อย่างแท้จริง ผู้ปฏิบัติงานก็ขาดขวัญกำลังใจ

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาทุจริตเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระดมสรรพกำลังในการแก้ปัญหา รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่ได้แถลงต่อ สนช.คือ 1.แก้กฎระเบียบกติกาเพื่อกำราบให้คนทุจริตเข็ดขยาดหวาดกลัว 2.เรื่องการระดมสติปัญญา สรรพกำลังทุกฝ่าย โดยเฉพาะระดมงบประมาณแบบบูรณาการเพื่อเข้ามาต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อให้สำเร็จ

ทั้งยังต้องเน้นเครือข่าย ทั้ง 4 P เริ่มจาก ป.ป.ช.ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการแก้ปัญหาทุจริต หรือที่เรียกว่า Prime Mover, เครือข่ายชุมชน ศาสนา (Public) ภาคเอกชน (Private) และผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาล (Power)

3.การสร้างคุณธรรม รณรงค์เรื่องจิตสาธารณะ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดี โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ

นายวิษณุ กล่าวในตอนท้ายว่า นักวิจัยทั้งไทยทั้งเทศได้สำรวจถึงสาเหตุการคอร์รัปชันพบว่ามีหลายสาเหตุ ได้แก่ 1.เห็นแก่ตัว หวังให้ตัวเองสุขสบาย 2.เห็นแก่หน้าคนอื่น ซึ่งการมีเพื่อนฝูงในสังคมมากก็มีข้อดี แต่ผลกระทบก็เกิดเช่นกัน ทำให้เป็นสังคมของการวิ่งเต้น บางครั้งคนที่ร่วมทุจริตไปก็ไม่ได้อะไรกลับมา เพียงแต่ทำเพื่อคนอื่น 3.เห็นแก่ลูกเมีย ครอบครัว เครือญาติมาขอร้อง 4.เงิน รายได้ 5.ความต้องการอำนาจรัฐ และ 6.หวังตำแหน่ง

ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมอภิปรายเรื่อง "บทบาทของภาคีทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต" โดยบอกตอนหนึ่งว่าสังคมวันนี้ลังเลและไม่เชื่อมั่นศรัทธาหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการปราบปรามทุจริตภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเอง ป.ปช. หรืออัยการ ส่วนทัศนคติของเยาวชนที่ยอมรับได้กับการทุจริต ถือว่าน่าเป็นห่วง

"การแก้ปัญหาทุจริตให้ได้ผล จะต้องเอาคนระดับรัฐมนตรีมาติดคุกให้เป็นตัวอย่างบ้าง ไม่ใช่มีแต่ระดับข้าราชการที่ต้องรับเคราะห์แทน ด้วยเหตุนี้แนวทางการตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นกลไกการแก้ปัญหาการทุจริตที่สำคัญ โดยนายกฯบอกว่าสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมศูนย์ฯ เพื่อวางแนวทางการทำงาน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลให้นายกฯด้วย"

นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นว่าเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตมี 5 เรื่องคือ 1.การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เช่น เรื่องอายุความ การติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดน การยึดทรัพย์สิน 2.การกำหนดให้คดีทุจริตเป็นคดีที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงของชาติ

3.การตรวจภาษีย้อนหลังข้าราชการ 4.การเร่งรัดกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการเรียกสินบนในการออกใบอนุญาตของหน่วยราชการ 5.การออกกฎหมายควบคุมการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.กล่าวกรณีมีข้อเสนอให้ ป.ป.ช.สามารถฟ้องคดีอาญาได้เองโดยไม่ต้องผ่านอัยการว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดของข้อเสนอ แต่จริงๆ แล้วเรื่องการฟ้องคดี ป.ป.ช.ต้องส่งฟ้องต่ออัยการ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะในกฎหมายระบุชัดเจนว่าให้ฟ้องผ่านอัยการ แต่บางกรณีเมื่อ ป.ป.ช.กับอัยการมีความเห็นไม่สอดคล้องกัน กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช.ฟ้องเองได้อยู่แล้ว ฉะนั้นบางกรณีหากมีเหตุจำเป็น ป.ป.ช.ก็สามารถฟ้องคดีได้โดยตรง

ฉะนั้นเรื่องนี้จึงต้องศึกษาข้อกฎหมายและความเหมาะสม เพราะหลักการที่แท้จริงต้องฟ้องผ่านอัยการ เพื่อช่วยกลั่นกรองคดีอีกชั้นหนึ่ง