สถาบันพัฒนาการเมืองฯระดมความเห็นปฏิรูปเลือกตั้ง "ปริญญา"ชำแหละระบบเลือกตั้งไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ได้จัดสัมมนาระความคิดเห็นนักศึกษาหลักสูตรพตส.ตั้งแต่รุ่นที่ 1-5 เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้ง
นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำลังเปิดรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ตลอดจนกรอบแนวคิดจากทุกภาคส่วน เพื่อรวบรวมข้อมูลให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งถือว่ากำลังอยู่ในการแก้ไขปัญหาระยะที่ 2 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การระดมความคิดเห็นใน 4 ประเด็นหลักคือ การควบคุมและจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม การส่งเสริมและสนับสนุนพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนที่เข้มแข็ง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนและประชาธิปไตยทางตรง และกรอบแนวคิดในการปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้ง
"แม้กกต.จะไม่มีหน้าที่อยู่ในสปช. แต่ก็ได้มีเจ้าหน้าที่และผู้บริหารของกกต.เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการในด้านต่างๆ ความเห็นที่เกิดขึ้นในวันนี้ มั่นใจว่าจะไม่จบอยู่แค่ในห้องนี้ เชื่อว่าจะมีช่องทางต่างๆที่จะเสนอหรือถ่ายทอดออกไปได้" นายประวิช กล่าว
"ปริญญา"ชี้รธน.ใหม่อาจไม่ถาวร
ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงปัญหาการเมืองและการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า ทำไมประชาธิปไตยจึงไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย ตั้งแต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เกิดเหตุการณ์นองเลือด 5 ครั้ง เหตุการณ์ล่าสุดคือเดือน ก.พ. 57 ที่ผ่านมา ต้องตั้งคำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ที่กำลังร่างกันอยู่นี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรได้จริงหรือไม่ ถ้าเราไม่รู้ถึงปัญหาที่แท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็ยากที่จะอยู่ถาวร สาเหตุสำคัญของการยึดอำนาจทุกครั้งส่วนใหญ่เกิดมาจากการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง มันมีคำถามต่อว่าประเทศที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็งทำให้การคอร์รัปชั่นมีน้อย หรือการคอร์รัปชั่นมีน้อยประชาธิปไตยจึงเข้มแข็ง สิ่งสำคัญ คือ เรื่องของระบบกับเรื่องของคนต้องดีทั้งคู่ ประชาธิปไตยที่ดีต้องให้ประชาชนมองเห็นได้ ถ้าจะปราบคอร์รัปชั่นให้หมดไปต้องทำประชาธิปไตยให้เข็มแข็งเสียก่อน แต่ที่ประเทศไทยมีปัญหาเพราะกำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
แนะแยกอำนาจคนแบ่งเค้ก
นายปริญญา กล่าวต่อว่า ผู้นำเผด็จการทั่วโลกเกิดจากการเป็นวีรบุรุษของชาติมาก่อน เพียงแต่อยู่ในอำนาจนานเกินไป พอยิ่งอยู่นานเข้าประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนตนแยกกันไม่ออก การป้องกันเผด็จการอย่างระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้มีการเลือกตั้งทุกระยะ แต่ข่าวร้ายคือระบบรัฐสภาในประเทศไทยมีจุดอ่อน คือ รัฐบาลอาจเป็นเผด็จการควบคุมทุกอย่าง ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลมีแต่ฝ่ายค้านที่เป็นเสียงข้างน้อย หรือไม่ก็รัฐบาลปวกเปียกไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากการดึงพรรคอื่นให้มาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็มักจะมีการการันตีตำแหน่งทางการเมืองและรัฐบาลจะไม่ค่อยไปยุ่งในงานของพรรคร่วมเพราะเกรงว่าจะถูกถอนตัว ส่วนปัญหาอีกประการหนึ่งคือ บรรดา ส.ส.ต้องจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองเพราะจะทำให้พรรคส่งเป็นตัวแทนลงสมัครเลือกตั้ง วิธีแก้ปัญหาคือ ต้องทำให้เกิดการแบ่งแยกอำนาจที่ชัดเจน ทำให้คนแบ่งเค้กกับคนกินเค้กเป็นคนละส่วน ฝ่ายตุลาการต้องตรวจสอบฝ่ายบริหารไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมายที่ดีให้ฝ่ายตุลาการนำไปใช้
หนุนระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน
นายปริญญา กล่าวอีกว่า ปัญหาต่อมาจากการเลือกตั้งในประเทศไทยนั้น คือระบบการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งจะได้ที่นั่ง ส.ส. มากกว่าความเป็นจริง แต่พรรครองลงมา จะได้ที่นั่ง ส.ส. ที่น้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งกว่าความเป็นจริงและฝ่ายค้านก็อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม ระบบการเลือกตั้งในโลกนี้จะมีสองระบบหลักคือระบบเสียงข้างมากที่แบ่งได้เป็นระบบเสียงข้างมากแบบธรรมดาและระบบเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ซึ่งเสียงข้างมากแบบธรรมดา พรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดแม้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดก็จะชนะการเลือกตั้ง ส่วนเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด คือ ต้องชนะการเลือกตั้งให้ได้คะแนนมากกว่าครึ่ง ส่วนระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ที่เราคุ้นเคยกันคือระบบบัญชีรายชื่อ โดยจะแบ่งเป็นบัญชีปิดที่พรรคจะเลือกอันดับของ ส.ส. แต่หากเป็นบัญชีเปิดประชาชนจะมีสิทธิเลือกอันดับ ส.ส.ในลิสต์ด้วยตัวเอง จึงเห็นว่าระบบบัญชีเปิดน่าสนใจที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยจะได้แก้ปัญหาอิทธิพลจากนายทุนพรรค
นายปริญญา กล่าวต่อว่า หรืออีกระบบหนึ่ง เรียกว่าระบบเลือกตั้งแบบผสมที่เอาระบบเสียงข้างมากและระบบสัดส่วนมารวมกัน แบ่งได้เป็น 1.ระบบผสมแบบคู่ขนาน ที่ระบบเสียงข้างมากและสัดส่วนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยซึ่งประเทศไทยก็ใช้ระบบนี้ และ 2.แบบใช้คะแนนสัดส่วนกำหนดจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะได้ แบบที่ประเทศเยอรมันใช้ โดยมีวิธีคือ รวมคะแนนแบบสัดส่วนของทุกพรรคทั้งประเทศ คะแนนสัดส่วนคือคะแนนที่กำหนดจำนวนของ ส.ส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะได้ และนำจำนวน ส.ส.แบบเสียงข้างมากมาหักออกที่เหลือคือ ส.ส.แบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อ เห็นว่าระบบนี้เหมาะสมกับประเทศที่มีความขัดแย้งสูง เพราะที่นั่งในสภาจะตรงกับความเป็นจริงและจะมีการประนีประนอมกว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะสะท้อนความเข็มแข็งที่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้นการเลือกตั้งแบบเยอรมันจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด
"พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยคงไม่ชอบวิธีการเลือกตั้งแบบนี้เพราะจะได้ที่นั่งน้อยลง และจะทำให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงรองลงมาจะมีสัดส่วน ส.ส.เพิ่มมากขึ้น ส่วนตัวจึงมองว่านี่คือระบบเลือกตั้งที่เป็นธรรมที่สุด ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่มีพรรคการเมืองใดชนะหรือแพ้ตลอด" นายปริญญา กล่าว
เขียน รธน. หนาเกิน
นายปริญญา กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาการเมืองไทยอีกสิ่งหนึ่งต้องตั้งประเด็นว่า รัฐธรรมนูญควรจะหนาแค่ไหน ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญไทยหนาขึ้นเรื่อยๆ จากฉบับแรกที่มีสามพันกว่าคำกลายเป็นสี่หมื่นคำ ถามว่าหนาขึ้นแล้วทำให้ดีขึ้นหรือไม่ ยิ่งหนากลับยิ่งแก้ปัญหาไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น มาตราที่เกี่ยวกับ ส.ส.และส.ว. ที่มีการเพิ่มคำในมาตราทุกครั้งที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากบรรทัดเดียวกลายเป็นสี่บรรทัด หรือการที่ต้องการให้ ส.ส. ไม่ผูกมัดกับหรืออยู่ใต้อาณัติใคร แต่ข้อเท็จจริง ส.ส. ต้องสังกัดพรรคเท่านั้น เราเขียนอะไรกันมากมาย แต่กลับลืมเขียนการแบ่งแยกอำนาจที่ชัดเจน จริงๆ การมีประชาธิปไตยที่ดี ต่อให้ขัดแย้งแค่ไหน
ถ้าทุกฝ่ายว่ากันตามกติกาก็เพียงพอ เปรียบเทียบกับการเล่นฟุตบอล หากผู้เล่นไม่ฟังกรรมการ หรือกรรมการเองไม่เที่ยงธรรม จนกลายเป็นผู้เล่นทะเลาะกัน คนดูทะเลากัน สุดท้าย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็เข้ามาสั่งยุติการแข่งขัน ถ้าคนเล่นฟุตบอลตามกติกาทหารจะมายุ่งหรือไม่ ดังนั้น ผู้ควบคุมการแข่งขันที่แท้จริงคือประชาชน ประชาชนต้องรู้กติกา รัฐธรรมนูญจึงไม่ควรหนาเกินไป รัฐธรรมนูญที่ดีอย่างที่ประเทศอเมริกาใช้นั้น ก็มีความหนาเพียงแค่เจ็ดพันคำเท่านั้น





