กมธ.ปฏิรูปการเมือง ชง 6 ประเด็นปฏิรูปพรรคการเมือง ชี้เหตุยุบพรรค ต้องถึงขั้นทำผิดต่อสถาบันฯ
ระบุ นักการเมืองไม่ต้องสังกัดพรรคได้ "ประสาร"ยันไม่พักปมนิรโทษกรรม แค่ยืดเวลาไปปก่อน หวั่นกระแสต้านลุกฮือ
นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านการเมือง ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาข้อเสนอของอนุกรรมาธิการปฏิรูปพรรคการเมือง และอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพียงแค่สองคณะ เนื่องจากคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ และคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกลไกทางการเมืองและระบบเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นสำคัญที่จะพิจารณาคือ เรื่องรูปแบบการเลือกตั้งที่มีการเสนอให้เลือกคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีโดยตรงยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าในวันพรุงนี้(2 ธ.ค.) ที่ประชุมจะมีการหารือในประเด็นดังกล่าวต่อไป
นายประสาร กล่าวว่า สำหรับประเด็นข้อสรุปในส่วนของอนุกรรมาธิการปฏิรูปพรรคการเมืองมี 6 ประเด็น ที่เห็นควรให้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ 1.จะต้องพัฒนาสถาบันพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็ง สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ การส่งสมาชิกพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกพรรคในพื้นที่เลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนเข้าแทรกแซง 2.พรรคการเมืองมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์แห่งชาติ 3.การยุบพรรคทำได้เฉพาะกรณีพรรคการเมืองทำความผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เป็นภัยต่อความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ โดยที่ประชุมมีความเห็นเป็นสองแนวทางเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง คือ 1.ควรให้ยุบพรรคการเมืองในกรณีหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีการกระทำผิดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2.ไม่ควรยุบพรรคการเมืองในกรณีดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงให้ถือเป็นความผิดเฉพาะตัวของหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคที่กระทำความผิด 4.การสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐอย่างเหมาะสมและยุติธรรม โดยเห็นควรให้มีการสนับสนุนพรรคการเมืองทั้งในเรื่องงทุนและการดำเนินงานอย่างอื่น 5.มีองค์กรตรวจสอบจริยธรรมพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ 6.นักการเมืองจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีองค์กรควบคุมนักการเมือง เพื่อเป็นอิสระต้องพรรคการเมือง
นายประสาร ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองชองประชาชน ที่ประชุมเห็นส่วนควรให้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองตามสิทธิและหน้าที่พลเมือง และต้องกำหนดองค์กรรับผิดชอบและกระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนให้ชัดเจน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่ากระทรวงศึกษษที่การหน้าจะเป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ขณะนี้จะมมีองค์กรที่ให้ความรู้ด้านกานเมืองแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้า หรือ กกต.ก็ตาม 2.รัฐต้องส่งเสริมให้มีกระบวนการและกลไกสร้างความปรองดองเพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของชาติ ทั้งยามปกติและกรณีที่เกิดความขัดแย้ง มีพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเพื่อสร้างวัฒนธรรมความปรองดอง และห้ามไม่ให้พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสร้างความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และ 3.บุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในการมีส่วนร่วมการใช้อำนาจรัฐและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะและของรัฐ โดยส่งเสริมให้มีการตั้งสภาพลเมืองให้ทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งรัฐต้องจัดให้มีระบบและกลไกส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย
ทั้งนี้ นายประสาร ยังกล่าวถึงกรณีข้อเสนอการปฏิรูปเกี่ยวกับนิรโทษกรรม ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับเรื่องการนิรโทษกรรม แต่คิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเมื่อมีการเสนอเรื่องดังกล่าวจากนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญการปฏิรูปและความปรองดอง ก็เริ่มมีบรรยากาศความไม่ไว้วางใจจากกลุ่มต่างๆ ทำให้เกรงว่าบรรยากาศดังกล่าวจะทำให้ถูกมองว่าอาจมีการสอดไส้ในการนิรโทษกรรม แม้ว่าที่ประชุมจะเห็นว่าควรมีการนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดทางการเมืองที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาก็ตาม แต่คิดว่าควรจะรอเวลาที่เหมาะสมก่อน แต่ไม่ถึงกับพักเรื่องนี้เอาไว้ เพียงแค่รอเวลาที่เหมาะสมก่อนค่อยนำมาพิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการนิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะสร้างความปรองดองแต่ต้องมีเงื่อนไขเรื่องอื่นประกอบด้วย เช่น ผู้ทำผิดอาญาต้องยอมรับผิด เพื่อค้นหาความจริง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รับโทษจึงค่อยไปสู่ขั้นตอนการนิรโทษกรรมต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของการพิจารณากมธ.ปฏิรูปการเมืองได้มีข้อเสนอเบื้องต้น เกี่ยวกับการเขียนบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีประเด็นที่สำคัญ 1.เรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน โดยให้เขียนไว้ในส่วนที่ 2 สิทธิเสรีภาพของพลเมือง คือ "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการศึกษา เรียนรู้ทางการเมืองตามสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง โดยกำหนดให้มีองค์กรรับผิดชอบและกระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน" โดยมีเหตุผลต่อข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชนยังงอยู่ในวงจำกัด จึงทำให้เกิดความแตกต่างและความแตกแยกทางความคิด จนเป็นผลให้นักการเเมืองใช้ระบบอุปถัมภ์เข้ามา เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทางการเมือง ดังนั้น การปฏิรูปการเรียนรู้ทางกการเมืองสามารถพัฒนาประชาชนไปสู่การลดความขัดแย้งของสังคมและก่อให้เกิดความปรองดอองในทุกภาคส่วนได้ตามระบอบประชาธิปไตย
2.การปฏิรูปการปรองดองมีข้อเสนอ คือ "รัฐ ต้องส่งเสริมให้มีกระบวนการและกลไกในการสร้างความปรองดองทั้งในยามสถานการณ์ปกติและกรณีที่เกิดความขัดแย้ง และมีพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชน เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการปรองดอง" โดยมีเหตุผลว่า กระบวนการสร้างความปรองดองต้องมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตอบโจทย์การป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง





