"วิษณุ" ยันเลือกตั้งเกิดขึ้นช่วงปี 59 ไม่เกินกลางปี ปัดรัฐบาลยื้อเวลา พร้อมหนุนนิรโทษฯครึ่งซอย
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวานนี้ (29 ก.พ.) ถึงกรณีที่นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า อาจมีการเลือกตั้งช่วงกลางปี 2559 ว่า คาดการณ์มากเกินไป สอบถามนายสมหมายแล้ว เขาบอกว่าไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเมื่อไร อีกทั้งคำนวณเรื่องการทำประชามติอีก 3 เดือนด้วย
นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนตัวคาดว่าเลือกตั้งประมาณเดือน ก.พ.2559 เพราะรัฐธรรมนูญเสร็จประมาณต้นเดือน ก.ย.2558 เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงจะโปรดเกล้าฯ เดือน ก.ย. หรือ ต.ค.
จากนั้นใช้เวลาร่างกฎหมายลูกประมาณ 3 เดือน คือ เดือน ธ.ค.2558 และเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ประกาศให้จัดตั้งพรรคการเมืองรวมทั้งให้หาเสียง โดยใช้เวลา 60-90 วันก็จะเกิดการเลือกตั้ง
เขากล่าวว่า เมื่อคิดในทางที่เป็นไปได้และเร็วที่สุดคือ เดือน ก.พ. หรือ มี.ค.2559 ยืนยันว่าการจัดเลือกตั้งไม่ถึงกลางปี 2559 ทั้งนี้หากถามตนในวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไร เพราะไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญเสร็จเมื่อไร ไม่รู้ว่าจะมีการทำประชามติหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะปล่อยให้หาเสียงเท่าไร
เมื่อถามว่ามีการประเมินว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยืดเวลาออกไป นายวิษณุ กล่าวว่า คสช.ไม่เคยประเมินแบบนั้น ไม่ทราบว่าจะยืดโดยวิธีอะไร ทั้งหมดฝากไว้ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเขียนอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะเขียนไว้เสมอว่าต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายในกี่วันหลังจากวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้
ส่วนกรณีที่มีการร่างกฎหมายลูกพร้อมกับการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เขาเห็นว่าไม่สามารถร่างพร้อมกันได้ เพราะถ้าตราบใดที่ยังไม่ได้ข้อยุติก็ต้องทิ้งไว้เป็นช่วงๆ หลายมาตรา ซึ่งหากกฎหมายแม่ไม่เสร็จเด็ดขาด กฎหมายลูกก็ทำได้ยาก อีกทั้งคนร่างกฎหมาย ทั้งกฎหมายแม่และกฎหมายลูกเป็นคนละคน จะทำพร้อมกันไม่ได้
ถามต่อว่า มีการเสนอแนวความคิดให้ใช้ระบบจัดเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนี นายวิษณุ กล่าวว่า ประเทศไทยเคยใช้ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมนีแล้วคือระบบปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งการเลือกตั้งแบบเยอรมนีเป็นเรื่องยาก และหากอะไรที่ยุ่งยากมีความซับซ้อนเมื่อเอามาใช้ในไทยก็จะเจ๊ง ส่วนการเลือกตั้งแบบไหนที่คนไทยจะเข้าใจง่ายนั้นก็ยังไม่รู้
หนุนนิรโทษฯครึ่งซอย-เชื่อสังคมรับได้
นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานเตรียมเสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดองว่า ไม่ได้สนใจ เพราะเป็นเพียงคณะอนุกรรมาธิการฯ ทั้งนี้อยากให้คณะอนุกรรมาธิการฯ และกรรมาธิการฯ เสนอความเห็นที่เป็นรูปธรรมกว่านี้ ที่เสนอออกมายังไม่เป็นรูปธรรม และเรื่องนี้มีเพียงนายเอนกเท่านั้นที่โยนหินถามทาง จึงต้องฟังความคิดของคณะกรรมาธิการฯ และคณะอนุกรรมาธิการฯ ทั้งหมดว่านิรโทษกรรมให้กับใคร
"เท่าที่ได้ฟังมานั้น เป็นการนิรโทษกรรมให้ผู้ชุมนุมที่ก่อความไม่สงบตั้งแต่ปีนั้นถึงปีนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับพวกที่ทุจริต กันบางพวกออกไป จะเหลือเพียงพวกที่ไปมั่วสุมกัน และหากเหลือแค่นั้นจริงสังคมก็อาจจะรับได้ เพราะไม่ใช่สุดซอย และอยู่ในหมวดของคำว่าปรองดองอย่างหนึ่งที่จะสร้างความปรองดองในสังคม แต่หากเมื่อไหร่ไปถึงสุดซอยก็เห็นแล้วว่าเคยมีการรับไม่ได้" นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่าหากออกนิรโทษกรรมลักษณะนี้จะปรองดองได้จริงหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงจะปรองดองได้บ้าง แต่ไม่ได้ทั้งหมด เพราะพวกที่ไม่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ คงรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดออกไปจากเรื่องปรองดอง คงต้องรอฟังคณะอนุกรรมาธิการฯ เสนอความเห็นให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้
"สุรชัย"รับลูกนิรโทษฯสร้างปรองดอง
ด้าน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต้องเริ่มต้นจากรัฐบาลเป็นผู้เสนอกฎหมายส่งมาให้ สนช.พิจารณา เชื่อว่า สนช.คงต้องเตรียมศึกษาเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า
ขณะที่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง กล่าวว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นกฎหมายเชิงนโยบายขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร หากตัดสินใจให้มีกฎหมายฉบับนี้จะต้องพิจารณาใน 2 ประเด็นคือ 1.จะนิรโทษกรรมในห้วงเวลาใด และ 2.จะนิรโทษกรรมจากฐานความผิดใด
"ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องการนิรโทษกรรมมีประโยชน์ เพราะเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความปรองดอง แต่ต้องพิจารณาใน 2 แนวทางดังกล่าวให้ดี เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน" นายสุรชัย กล่าว
โวผลงานสนช.เกรดเอ-ปัดตรายาง
วันเดียวกัน นายพรเพชร นายสุรชัย และนายพีระศักด์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่สอง ร่วมกันแถลงผลงาน สนช.ในรอบ 4 เดือน โดย นายพรเพชร กล่าวว่า ส่วนตัวประเมินว่า สนช.ได้เกรดเอ จากการพิจารณาและผ่านกฎหมายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่ค้างมาจากสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน และสนช. สนับสนุนให้ดำเนินการต่อ
นายพรเพชร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ สนช.ผ่านกฎหมายวาระ 3 ไปแล้วประมาณ 30 ฉบับ แต่เป็นกฎหมายสั้น แต่ยังไม่เป็นกฎหมายที่เป็นนโยบายของ คสช.จึงไม่ใช่ตรายาง ทั้งนี้ สนช.เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำ 5 สายที่ต้องร่วมมือกันทำงานกับ คสช. แต่ความร่วมมือกันไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นตรายาง
แย้มวันหนึ่งประชามติอาจเข้าสนช.
อย่างไรก็ดี นายวิษณุ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง "บทบาทของสนช.กับการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน" ว่า รัฐบาลมีปฏิทินว่า ในเดือนธ.ค.จะนำกฎหมายสำคัญเข้า สนช.หลายฉบับ เช่น กฎหมายภาษีมรดก คาดว่าจะอยู่ในสภาฯ 3 เดือน และคาดว่าจะบังคับใช้ได้เดือน มิ.ย.2558 กฎหมายว่าด้วยการให้ กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ กฎหมายมหาชน หากจะแก้ไขก็ขอให้เตรียมการแปรญัตติไว้ ขณะที่ เดือน ม.ค.2558 จะมีการเสนอ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อใช้ควบคุมฝูงชนในเวลามีเหตุการณ์ชุมนุม
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดว่า หลังจากนี้เมื่อส่งกฎหมายไปยัง สนช.แล้วจะแจ้งว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับใดเป็นร่างพ.ร.บ.ตามนโยบาย แทนการระบุว่า เป็นเรื่องด่วน เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า หากเป็น ร่างพ.ร.บ.ตามนโยบายก็ขอให้ช่วยพิจารณาเร่งหน่อย ถ้าไม่เขียนกำกับไว้ให้พิจารณาไปตามปกติ
ส่วนเรื่องการทำประชามติภายหลังการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วนั้นก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้มีการทำประชามติได้ อาจจะต้องใส่เพิ่มไป 5-7 มาตรา ภารกิจนี้วันหนึ่งอาจจะมาถึงสนช.
"คำนูณ"เผยแนวคิดเลือกครม.ไร้ข้อสรุป
ขณะที่ นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ข้อเสนอให้เลือกคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ทราบว่า ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานกรรมาธิการฯ ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นรูปแบบที่เสนอต่อ สปช. หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าประเด็นที่เสนอดังกล่าวเพื่อต้องการเพิ่มความมีเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร เพราะที่ผ่านมาเฉลี่ยอายุของรัฐบาลสามารถอยู่ได้เพียง 1-2 ปี เท่านั้นจึงทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของการบริหารงาน
นายคำนูณ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากจะใช้ระบบเลือกตั้ง ครม.โดยตรงอาจต้องปรับระบบเลือกตั้งและอำนาจการบริหาร เช่น การประกาศยุบสภา รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติด้วย เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวมองว่าประเทศไทยเคยทดลองใช้มาแล้ว โดยการกำหนดให้มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่หากจะนำมาใช้จริงต้องพิจารณาผลดี และผลเสียทั้ง 2 ด้านอย่างรอบคอบ
มีรายงานว่า แนวคิดเลือก ครม.โดยตรงนั้น สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งมากเกินไปและตรวจสอบไม่ได้ รวมทั้งมีข้อกังวลว่าจะเกิดระบบเผด็จการในรัฐสภาขึ้นได้
ดังนั้นในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวาระการประชุม สปช. เพื่อส่งข้อเสนอแนะไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะมีผู้ที่อภิปรายคัดค้าน ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นที่ทดลองนวัตกรรมการเมืองแบบใหม่ที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะแก้ปัญหาการเมืองให้ประเทศได้อย่างแท้จริงหรือไม่





