เปิดตู้เซฟเครือข่าย "พงศ์พัฒน์" ไร้สมบัติ เตรียมเปิดตู้ใบใหม่อีก 3 ใบที่ยึดได้
พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้นำช่างมาเปิดตู้เซฟ จำนวน 2 ตู้ ที่ตรวจยึดได้จากบ้านเลขที่ 30/3 หมู่ 14 ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนายชอบ ชินนะประภา สามีของนางปิยพรรณ ชินนะประภา น้องสาวของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับประโยชน์ จูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเป็นตู้เซพยี่ห้อลีโก้ ไม่ได้ล็อคไว้ และตรวจสอบไม่พบสิ่งของด้านใน ส่วนตู้เซฟ 2 ใบ ที่นำมาเปิดในวันนี้ไม่พบทรัพย์สินใดๆ เชื่อว่ามีการขนย้ายทรัพย์สินมีค่าออกไปก่อนหน้านี้
ภายหลังจากการแถลงข่าว พล.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า ตู้เซฟดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดได้เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการก่อปูนปิดไว้บริเวณข้างบ้านเพื่ออำพรางตู้เซฟ จำนวน 3 ใบ ซึ่ง 1 ใบ เป็นยี่ห้ออิเกิ้ล จำนวน 2 ตู้ ขนาดความกว้าง 61 ซม. สูง 36 ซม. ลึก 3.5 ซม. น้ำหนัก 60 กก. ความหนา 5 มม.ซึ่งผลิตที่ประเทศเกาหลี ถูกออกแบบมาให้ใช้ฝังเก็บไว้ในกำแพงหรือใต้ดิน โดยจะปรากฏแค่หัวเซฟเท่านั้น และไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งเบื้องต้นจากการตรวจสอบไม่พบว่ามีทรัพย์สินมีค่าอยู่ภายในแต่อย่างใด เชื่อว่ามีการขนย้ายทรัพย์สินมีค่าออกไปก่อนหน้านี้ และจะมอบให้ทางกองพิสูจน์หลักฐานทำการตรวจสอบรอยลายนิ้วมือแฝง เพื่อหาความเชื่อมโยง อย่างไรก็ตาม ในวันจันทร์นี้ จะมีการเปิดตู้เซฟที่ยึดได้เมื่อวานจากบ้านพักของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ย่านเมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ อีก 3 ใบ ซึ่งมีขนาดใหญ่สูง 1.7 ม. และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และเชื่อว่าน่าจะใช้เป็นตู้เก็บของมีค่า นอกจากนี้จะมีการขยายผลตรวจค้นบ้านพักของเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อีก 2 ถึง 3 แห่งด้วย
ด้าน พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ในฐานะที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเผยว่า หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจะทำการตรวจสอบเพื่อหารอยลายนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอที่อยู่บริเวณตู้เซฟดังกล่าว โดยใช้วิธีการปัดผงฝุ่นสีดำตามจุดต่างๆ ทั้งในและนอกตู้เซฟ ซึ่งผู้ที่ขนย้ายน่าจะมีดีเอ็นเออยู่ที่เกิดเหตุ จากนั้นจะนำตู้เซฟดังกล่าวไปทำการตรวจสอบภายในห้องตู้ที่ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า "ซุปเปอร์กรู" ซึ่งเป็นการนำเอาความร้อนไปใช้กับวัตถุเพื่อหารอยลายนิ้วมือแฝงอีกครั้ง หากในกรณีที่วัตถุมีขนาดใหญ่ก็จะใช้วิธีลักษณะเดียวกันเพียงแต่ทำโดมเพื่อครอบวัตถุ อีกทั้งจะทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาความเชื่อมโยงกับตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัตถุพยานชิ้นนี้





