"ป.ป.ช."ส่ง"วิชา-สรรเสริญ-ธรรมนูญ"ร่วมนั่งกมธ.วิสามัญ ศึกษาข้อกฎหมาย ป.ป.ช.ถกนัดแรกพรุ่งนี้
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.และนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นำคณะเข้าร่วมประชุมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อดำเนินการพิจารณายกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ... ว่า นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้เข้ารายงานให้ตนทราบ ภายหลังจากการเดินทางกลับจากรัฐสภาแล้ว โดยที่ประชุม สนช.มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อกฎหมายขึ้นจำนวน 30 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก สนช. รัฐบาลและ ป.ป.ช. ซึ่งในส่วนของป.ป.ช.นั้น ได้ส่งตัวแทนไป 3 ท่าน คือ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อกฎหมายชุดดังกล่าว จะเริ่มทำงานในทันที โดยนัดประชุมครั้งแรกในวันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เพื่อพิจารณาตั้งประธานและวางกรอบการทำงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกหนักใจหรือไม่ที่การขอแก้ไขกฎหมายของ ป.ป.ช.ถูกวิพากษ์วิจารณอย่างหนัก โดยเฉพาประเด็นการเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง นายปานเทพ กล่าวว่า กฎหมายเหล่านี้ถือเป็นข้อกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วนเพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นของโลก การขอแก้กฎหมายดังกล่าวเพื่อทำให้ข้อกฎหมายมีความทันสมัยมากขึ้น สามารถดำเนินคดีในเรื่องของต่างประเทศได้ และเป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ส่วนการวิจารณเรื่องการเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.เองนั้นก็ไม่ใช่อย่างที่ถูกวิจารณ์แต่เป็นการทำเพื่อให้ ป.ป.ช.ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง กฎหมายที่เสนอในคราวนี้ ก็เสนอไปโดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557) ที่ระบุว่า กฎหมายขององค์กรอิสระประธานขององค์กรอิสระสามารถเสนอโดยตรงได้ ดังนั้นเพื่อความรอบครอบก็ต้องมีการศึกษากันก่อน จึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษานี้ขึ้นมา ในกรอบระยะเวลาการทำงาน 30 วัน ก่อนที่จะเสนอกลับมาที่ สนช.อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพื่อความรอบครอบ
นายปานเทพ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ ป.ป.ช.ได้รายงานให้ตนทราบด้วยว่าที่ประชุมสนช.มีมติในวันเดียวกันนี้ กรณีไม่รับคำร้องขอในการเพิ่มพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิชย์ อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และจะเปิดการไต่สวนนัดแรกในวันที่ 8 มกราคม 58 ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องส่งผู้แทนไปร่วมเบิกความ ส่วนกรณีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น สนช.จะมีการพิจารณาในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ว่าจะให้เพิ่มพยานหลักฐานตามคำร้องขอพยานหลักฐานกว่า 70 รายการ ตามคำร้องขอหรือไม่ ซึ่งทาง ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้นายวิชา พร้อมคณะ เป็นผู้เข้าชี้แจง และพิจารณาว่า พยานหลักฐานที่เขาขอมานั้น เป็นสิ่งที่เคยเสนอขอมาที่ ป.ป.ช.หรือไม่ และพิจารณาว่าเป็นหลักฐานใหม่หรือไม่ ซึ่งคงได้ทราบมติ สนช.กันในวันพรุ่งนี้





