สนช.รับหลักการกฎหมาย"อุ้มบุญ" ใครค้ามนุษย์โทษหนัก ด้าน"พล.ต.อ.อดุลย์" ยันยึดหลักสิทธิมนุษยชน
มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.... หรือกฎหมายอุ้มบุญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยร่างดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ ใช้บังคับการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เพื่อบำบัดรักษาภาวะการมีบุตรยาก ให้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์(กคพ.) มีหน้าที่กำหนดนโยบายคุ้มครองส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา วิจัยทางจริยธรรม รวมทั้งควบคุมและตรวจสอบการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องปฏิบัติตาม กำหนดการตั้งครรภ์แทน โดยหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนจะต้องมีข้อตกลงเป็นหนังสือไว้ให้กับสามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายว่าจะให้ทารกในครรภ์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ห้ามดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และกำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ โดยหากมีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
พล.อ.ต.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงหลักการและเหตุผล ว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อกำหนดสถานะความเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ให้เหมาะสม รวมทั้งควบคุมการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เกี่ยวกับตัวอ่อนและเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์มิให้มีการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
นายภิรมย์ กมลรัตนกุล สนช. อภิปรายว่าเห็นด้วยกับการเสนอกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากสอดคล้องเทคโนโลยีทางการแพทย์ และตอบสนองความต้องการทางสังคม เพราะการมีบุตรเป็นส่วนสำคัญของสถาบันในครอบครัว แต่ที่ผ่านมาได้มีการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ไปแสวงหาผลประโยชน์ที่ผิดกับศีลธรรม ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ การคุ้มครองเด็ก และป้องกันการค้ามนุษย์ แต่ตนมีข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้น่าจะแก้ไข โดยเฉพาะคำนิยามในมาตรา 2 ที่รวมถึงการผสมเทียม ซึ่งไม่น่าจะนำมาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องผสมเทียมทำได้ตามปกติและการผสมเทียมก็มีลักษณะแตกต่างกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ นอกจากนี้องค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ ในมาตรา 6 ที่ส่วนใหญ่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง บางตำแหน่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว อีกทั้งกรรมการยังขาดบุคคลากรที่เกี่ยวข้องโดยตรง จึงน่าจะเพิ่มสัดส่วนแพทยสภา บุคลากรในสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ฯ ร่วมเป็นกรรมการ นอกจากนี้ในส่วนของการคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ ที่ผิดกฎหมายต้องได้รับการคุ้มครอง เพราะเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้เกิดจากการกระทำจากการฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ก็ตาม
ขณะที่นายกิตติ วะสีนนท์ สนช. อภิปรายว่า กฎหมายฉบับนี้เรียกง่ายๆ คือ กฎหมายอุ้มบุญ ซึ่งตนเห็นด้วยและสนับสนุนให้กฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้ เพราะที่ผ่านมาการอุ้มบุญไม่ถูกต้องตามครรลองครองธรรม หากออกหมายฉบับนี้จะสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ป้องกันการค้ามนุย์และการทารุณทางเพศ
ด้านนายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ สนช. อภิปรายว่า ขอตั้งขอสังเกตในหมวดกำหนดโทษในหมวด 6 มาตรา 42 ,44,45,46 และ47 ที่มีการกำหนดแปลกไปจากกฎหมายอื่นๆ โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ให้บริการเกี่ยวกับการอุ้มบุญ ผู้ค้า ผู้เกี่ยวข้อง กลับมีโทษน้อยกว่าแม่ที่อุ้มบุญ
ผู้สื่อข่าวรายงาน สมาชิกได้อภิปรายสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เสร็จสิ้นแล้ว พล.ต.อ.อดุลย์ ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายจะเอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกฎหมายนี้มีความประสงค์หลักจะคุ้มครองเด็กและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เป็นปัญหาขณะนี้ พร้อมคุ้มครองคนมีบุตรยาก โดยเป็นการดำเนินการยึดหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว วาระ1 ด้วยคะแนน 177 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาฯ 18 คน พิจารณาภายใน 30 วัน





