สปช.ลุยฟังความเห็นปฏิรูป-คิกออฟ1ธ.ค. รวบ2ผู้ต้องหาโปรยใบปลิวโจมตีคสช. สารภาพรู้สึกถูกปิดกั้นสิทธิ
สปช.ทุ่มงบ 80 ล้าน เปิด 1.3 พันเวทีปฏิรูป รับฟังความเห็นประชาชน 77 จังหวัด คิกออฟ 1 ธ.ค.นี้ ขณะกมธ.ยกร่างรธน.เคาะเปิดเวทีรับฟังความเห็นนักศึกษา 11-12 ธ.ค. วางเป้าเข้าร่วม 200 คน "ประยุทธ์"ลั่นไม่ใช่เผด็จการ แต่ประชาธิปไตยต้องมีขอบเขต ด้าน"อลงกรณ์"โบกมือลาปชป.ปัดถูกกดดัน ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง"จอน"นำม็อบบุกสภา
ในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อวานนี้(26 พ.ย.) ที่มี นายประชา เตรัตน์ สปช.ชลบุรี ในฐานะประธานกรรมาธิการ ได้ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชนประจำจังหวัด รวมทั้งสิ้น 77 คณะ พร้อมอนุมัติแผนงานการจัดเวทีในพื้นที่จะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ เวทีระดับจังหวัด ในหัวข้อ “ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทย” และรูปแบบของเวทีตามประเด็นปฏิรูปของกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18 ด้าน
ทั้งนี้จะมีการจัดเวทีทั้งหมด 1,350 เวที คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 70,000 คน นอกจากนั้นยังมีแผนงานว่าด้วยการสร้างเครือข่ายสื่อสารสาธารณะ เพื่อการรับรู้และความเข้าใจของสังคมวงกว้าง มีวิธีทำงาน คือ 1.จัดให้มีรายการประจำทางฟรีทีวี และทีวีผ่านระบบดาวเทียม 5 ช่อง และวิทยุ 10 สถานี เพื่อสื่อสารเจตนารมณ์ เนื้อหา และความคืบหน้าในการปฏิรูปของ สปช. ตลอดการทำงาน 12 เดือน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 ล้านคน โดยกรณีนี้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ได้ปรับผังรายการรายวัน ซึ่งช่วงเวลา 08.30-21.00 น. จะมีรายการของ สปช. ที่มีชื่อรายการเบื้องต้นว่า "เวทีปฏิรูปสัญจร" ทั้งนี้ การทำงานจะมีสถานีโทรทัศน์ในจังหวัดต่างๆ รวม 62 แห่ง รองรับ และมีสถานีวิทยุ 141 คลื่นร่วมด้วย ซึ่งจะเริ่มออกอากาศได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.นี้
2.ทำระบบเครือข่ายสังคมทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มประชาชนยุคดิจิทัล ทั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 ล้านคน สำหรับกรอบงบประมาณได้กำหนดไว้ไม่เกิน 80 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบประมาณสำหรับการมีส่วนร่วมระดับจังหวัด จำนวน 36 ล้านบาท 2.แผนงานเครือข่ายเชิงประเด็นในการจัดเวทีของสปช. ในประเด็นข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นปฏิรูป 18 เรื่อง จำนวน 4 ล้านบาท
3.แผนงานสื่อสาธารณะ จำนวน 18 ล้านบาท 4.แผนงานรณรงค์สังคมและเวทีเชิงคุณภาพ เพื่อดึงดูดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิรูป จำนวน 18 ล้านบาท 5.แผนงานสังเคราะห์ประเด็นการปฏิรูป เพื่อส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นๆ จำนวน 3 ล้านบาท และ 6.แผนงานประสานภายในระหว่างกรรมาธิการปฏิรูปและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 ล้านบาท ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป
เคาะเปิดเวทีฟังความเห็นนศ.11-12ธ.ค.
นางถวิลวดี บุรีกุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงการจัดเวทีประชาเสวนา เรื่อง "สานพลังนักศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" ว่า จะดำเนินโครงการดังกล่าวในวันที่ 11-12 ธ.ค.นี้ ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ สำหรับนักศึกษาที่จะเข้าร่วมได้กำหนดไว้ว่าจะมีประมาณ 200 คน โดยมาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่งตัวแทนเข้าร่วมแห่งละ 2 คน
สำหรับในแนวทางประชาเสวนานั้นจะใช้รูปแบบการทำกลุ่มตามความสนใจ เช่น ผู้นำทางการเมืองที่ดี, พลเมืองที่ดี, ปฏิรูปการศึกษา เป็นต้น เพื่อเปิดให้นักศึกษาที่เข้าร่วมได้แสดงความเห็นในมุมมองอนาคตข้างหน้า ส่วนเรื่องในอดีตนั้นจะยกมาเป็นบทเรียนที่นำไปสู่การพัฒนาในอนาคต
มือทำใบปลิวถล่มรัฐ-คสช.จนมุม
ส่วนกรณีมีผู้ไม่หวังดีนำใบปลิวข้อความโจมตีรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาโปรยทิ้งรอบบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง และที่หน้าร้านอาหารศรแดงนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 25 พ.ย. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น.พร้อมด้วย พ.อ.คชาชาต บุญดี ผบ.ป.1 รอ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร จากกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1รอ.) ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เข้าควบคุมตัว นายสิทธิทัศน์ เหล่าวานิชธนาภา อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/357 ซอยรามคำแหง 124 แขวงและเขตสะพานสูง กทม.อาชีพสถาปนิก และนายวชิร หรือบอย ทองสุข อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 365/16 ม.1 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี สองผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโปรยใบปลิวบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ทั้งนี้สามารถควบคุมตัวนายสิทธิทัศน์ ได้ที่บ้านเลขที่ 18 ซอยเพชรเกษม 48 แยก 16-1 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กทม. พร้อมของกลาง อุปกรณ์การพิมพ์ใบปลิว และอื่น ๆ รวม 15 รายการ ส่วนนายวชิร ควบคุมตัวได้ที่ จ.เพชรบุรี จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองไว้ภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1รอ.) เพื่อทำการปรับทัศนคติต่อไป ทั้งนี้จากการสอบสวนทั้งสองให้การรับสารภาพ และที่ทำไปเพราะรู้สึกว่าถูกปิดกั้นสิทธิ จึงอยากแสดงออกอะไรบางอย่าง โดยไม่ได้มีใครอยู่เบื้องหลังแต่อย่างใด
ด้าน พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.สำราญราษฎร์ กล่าวว่า เตรียมแจ้งข้อหาดำเนินคดีต่อไป ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และจะนำตัวส่งฝากขังศาลทหารต่อไป
"ประยุทธ์"ลั่นปชต.ต้องมีขอบเขต
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานมอบรางวัลอุตสาหกรรมประจำปี 2557 ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลนี้เป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลอื่น และไม่รู้สึกอึดอัดใจ ส่วนกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย นั้น รัฐบาลก็พยายามใช้หลักประชาธิปไตยให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วม แต่ต้องอยู่ในขอบเขต ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีกติกา
"ที่ผ่านมาเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เสรีภาพ อยากทำอะไรก็ทำก็ทำ แล้ววุ่นวายไหม ผมไม่ปฏิเสธ แต่อย่าให้เกิดขึ้นอีกในวันหน้า เมื่อผมไม่อยู่แล้วก็ทำกันไป แต่วันนี้ผมต้องขอกติกาตรงนี้ เพื่อจะแก้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในวันหน้า"
"อลงกรณ์"โบกมือลาปชป.ปัดถูกกดดัน
ที่อาคารรัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้แถลงลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โดยให้เหตุผลว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเลขานุการ วิป สปช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีภาพลักษณ์ความเป็นกลาง อิสระ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จึงขอตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค โดยจะส่งหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการวันที่ 27 พ.ย. และไม่มีนัยทางการเมืองใดๆ แต่ไม่ต้องการให้การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองกระทบต่อสถานภาพความเป็น สปช.
"การลาออกครั้งนี้ไม่มีแรงกดดันใดๆ จากพรรค เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยคิดจะไปอยู่พรรคการเมืองอื่น อยู่พรรคเดียวมาตลอด ซึ่งยังไม่รู้ว่าการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ อาจจะหยุดเล่นการเมือง เพราะมีคนรุ่นใหม่มาทดแทน ทั้งหมดต้องตัดสินใจภายใต้กติกาใหม่ด้วยว่าจะเป็นอย่างไร"
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง"จอน"นำม็อบบุกสภา
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจอน อึ๊งภากรณ์ กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลย กรณีที่นายจอน กับพวกหลายร้อยคนบุกอาคารรัฐสภา ใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนได้รับบาดเจ็บ และยังร่วมกันพูดและส่งเสียงกดดัน จนสมาชิกรัฐสภาต้องเลิกการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการพิจารณากฎหมายต่างๆ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2550
โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายจอน 1 ปี 4 เดือน และคนอื่นๆ ตัดสินให้จำคุกตั้งแต่ 8 เดือน ถึง 1 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 6,000 บาท แต่ทั้งหมดไม่เคยกระทำความผิด โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี
ศาลอุทธรณ์สรุปว่า พยานหลักฐานข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 10 ขาดเจตนา มิได้ทำให้รัฐสภาเสียหาย และเมื่อมีการเลื่อนพิจารณากฎหมายออกไป จำเลยก็ได้ออกจากบริเวณรัฐสภาโดยสงบเรียบร้อย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง





