"สุรินทร์" แนะไทยเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้
"สุรินทร์"แนะไทยเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ สร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเชื่อมโยงอาเซียน ห่วงไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวบรรยายในหัวข้อ "Thailand-Japan Partnership toward AEC and beyond เนื่องในงานครบรอบ 60 ปี Japan's Official Development Assistance เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ไทยกับญี่ปุ่นมีความร่วมมือที่ดีต่อกันมายาวนาน ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นเองก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดกลุ่มอาเซียนมาตั้งแต่เริ่มต้น
เป็นโอกาสที่ดีที่ไทยจะมีการทบทวนบทบาทการทำงานร่วมกันกับทางไจก้าของญี่ปุ่น ว่าจะมีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้นได้อย่างไรกับการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในอนาคตอันใกล้นี้ ที่จะเป็นตลาดใหม่ที่สำคัญ ต่อการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุน
นายสุรินทร์ กล่าวว่า ปัญหาของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ ความแตกต่างกันระหว่างรายได้ของประชาชน ประเทศที่จนที่สุดในอาเซียนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 1,000 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่ประเทศที่รวยที่สุดคือสิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวประมาณ 51,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งหากไม่สามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำให้เข้ามาใกล้กันได้ โอกาสที่จะทำให้เออีซี กลายเป็นตลาดการลงทุนที่สำคัญในอนาคตก็จะไม่เกิดขึ้น
"ที่ผ่านมาไทยได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ จากญี่ปุ่นทั้งการศึกษา สังคม เทคโนโลยี และการเป็นฐานการลงทุน จนสามารถพัฒนาประเทศขึ้นมาได้มากพอสมควรและสามารถที่จะถ่ายทอดหรือแบ่งองค์ความรู้ การถ่ายทอด เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขงที่เป็นสมาชิกอาเซียนในหลายประเทศได้ ซึ่งจะเป็นช่วยยกระดับการพัฒนาให้เร็วยิ่งขึ้น แทนที่จะให้ประเทศเพื่อนบ้าน รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงจากญี่ปุ่น โดยตรงซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก จึงเป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาความร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงอาเซียนเข้าด้วยกัน"นายสุรินทร์ กล่าว
อย่างไรก็ตามนายสุรินทร์ กล่าวว่า การจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางที่จะเชื่อมโยงอาเซียนเข้าด้วยกันของไทย ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้เกิดขึ้น โดยลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน ไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าเหมือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดนโยบายที่ต่อเนื่อง เป็นที่เชื่อมั่นของนักลงทุน การลงทุนด้านระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยมีขนาดจีดีพีประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีและมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจมีเอกชนที่เก่งในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ยานยนต์ อิเลคทรอนิกส์ อยู่แล้ว ที่เป็นจุดที่น่าสนใจอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมานักลงทุนมีความเป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องในนโยบายเท่านั้น
นอกจากนี้เรื่องที่ควรจะสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นโดยเร็วและสั่นสะเทือนอย่างมากต่อความรู้สึกของนักลงทุน คือ เรื่องที่เกิดขึ้นกับวงการตำรวจไทยในขณะนี้ ที่มีนายตำรวจใหญ่ ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายถูกดำเนินคดีซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก จึงต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายของไทยและระบบนิติธรรม





