"หมอนิรันดร์"ติงรัฐบาลคสช. ใช้กฎอัยการศึกควบคุมการแสดงออกสิทธิเสรีภาพไม่ได้ ชี้ใช้ยาแรงเกินไป
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ขณะนี้มีกระแสความไม่พอใจในรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เพิ่มมากขึ้น โดยมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูสามนิ้ว ว่า เบื้องต้นยังไม่มีใครที่ร้องเรียนเข้ามายังกสม.ว่ามีการถูกละเมิดจากการแสดงออกดังกล่าว แต่เมื่อมีการแสดงออกทางสำนักงาน กสม.ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือดูแล ซึ่งที่ผ่านมาทางรัฐบาลเมื่อมีการควบคุมแล้วก็จะมีการปล่อยตัว แต่ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าวัฒนธรรมการแสดงออกทางการเมืองของภาคประชาชนในช่วง 2-3 ปีเปลี่ยนไปมาก จะไปเทียบกับ 6 ต.ค. 16 หรือ 14 ต.ค. 19 ไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมการแสดงออกปัจจุบันมีความชัดเจน
โดยไม่ขึ้นอยู่กับกฎหมาย ซึ่งคนไทยมีการตื่นตัวและใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ปฏิรูป มีส่วนร่วมในด้านต่างๆ ทั้งพลังงาน การจัดการทรัพยากร แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความตื่นตัวมาก แม้รัฐธรรมนูญ 50 ที่รับรองสิทธิการแสดงออกของประชาชนจะถูกยกเลิกไป แต่วัฒนธรรมการแสดงออกไม่ได้หายไป ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม โดยรัฐบาลและคสช.ต้องรับรู้และยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ การบังคับใช้กฎหมายต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง การนำกฎอัยการศึกมาบังคับใช้กับการแสดงออกมันผิดฝาผิดตัว ซึ่งตนพูดมาโดยตลอดว่ากฎอัยการศึกเป็นยาแรง ไม่สามารถใช้รักษาได้ทุกโรค การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต้องไม่ใช้กฎอัยการศึกในการควบคุม และสิทธิเสรีภาพก็ได้รับการรับรองตามมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่รัฐบาลจะเข้าไปดูเรื่องนี้ก็ต้องดูด้วยว่าการแสดงสิทธิเสรีภาพกระทบสิทธิผู้อื่นหรือไม่ มีการด่าว่าใคร หรือยุยงให้แตกกันหรือไม่
ถ้าไม่ใช่รัฐบาลต้องให้การคุ้มครองเพื่อตอกย้ำว่ามาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใช้ได้จริง แต่ถ้าการแสดงออกความคิดเห็นเป็นไปด้วยเหตุด้วยผล มีการชุมนุมอยู่ในกรอบ มีการเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการตามมหาวิทยาลัย เรื่องนี้รัฐบาลต้องช่วยกันส่งเสริม ไม่เช่นนั้นประชาชนจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปได้อย่างไร เพราะทุกวันนี้ประเทศมีปัญหาในทุกด้าน การปฏิรูปจะต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยมี สปช. และสนช.เป็นผู้รวบรวมและตัดสินใจ ไม่ใช่เอาความคิดเห็นของสปช.และสนช.ในการปฏิรูปเพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้จะเรียกว่าปฏิรูปได้อย่างไร ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา นำไปสู่ความปรองดองและสมานฉันท์ให้ได้ การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องให้ถูกให้ควร อยู่ในขอบเขต
"ในฐานะ กสม.มีความกังวลว่ารัฐบาล และ คสช.กำลังใช้ยาที่ผิดขนาด ในการแก้ไขปัญหา การที่ใช้ยาแรงเกินไปจะทำให้คนปกติเสียชีวิตได้ แทนที่จะกำจัดโรคร้าย ทำลายเชื้อโรค เราอาจจะต้องเสียคนดีๆ ไป รัฐบาลและ คสช.ควรจะเลือกยาให้เหมาะสม ไม่ใช่ว่าจะใช้สุ่มสี่สุ่มห้า ต้องแยกให้ออกกับคนที่ต่อต้าน จ้องที่จะล้มรัฐบาล กับคนที่ต่อต้านเพื่อแสดงสิทธิเสรีภาพในการปฏิรูปประเทศ แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็มีการใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต จนทำให้เกิดความรุนแรง และนำไปสู่อนาธิปไตย แต่ถ้าไม่ให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเลยก็จะตกเป็นทาส จะถือว่าสุดโต่งเกินไป" นพ.นิรันดร์ กล่าว
นพ.นิรันด์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีกฎหมายมากมายในการบังคับใช้แทนที่จะใช้กฎอัยการศึก เช่น กฎหมายของ สตช. กฎหมายการกระจายเสียง หรือ คสช.จะออกเป็นคำสั่งขึ้นมาก็ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น โดยกำหนดเลยว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ การชุมนุมแสดงออกความคิดเห็นจะต้องยึดหลักอะไรบ้าง เพราะตอนนี้ถือว่า คสช.เป็นกรรมการ ที่สามารถออกกฎเกณฑ์อะไรก็ได้เพื่อที่จะให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนตัวมองว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่รัฐก็อึดอัดที่จะบังคับใช้กฎอัยการศึก เพราะกฎอัยการศึกสามารถบังคับใช้กับเหตุการณ์บางเหตุการณ์ เช่น กรณีการเกิดสงคราม แต่หากคนที่แสดงออกและพูดคุยเชิงวิชาการก็ไม่ควรที่จะใช้กฎอัยการศึก อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวคงมีการพูดคุยกันใน กสม.ว่าไม่ให้ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผล เพราะขณะนี้บ้างเมืองเราเดินมาไกลแล้วจะให้ย้อนกลับไปเป็นแบบเดิมก็ไม่ได้





