เปิดมุมมอง "ผู้กำกับดูแล" ปัญหาทุจริต ชี้"ฝ่ายบริหารจริงใจ" แก้ได้แน่
ในวาระครบรอบ 15 ปี การก่อตั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้จัดให้มีงานสัมมนา ในหัวเรื่อง "คอร์รัปชันในระบบราชการ:ต้องทำอะไรต่อ?" โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเปิดเผยถึงหน่วยงานที่มีการทุจริตสูงสุด ผ่านการทำวิจัยของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และในช่วงการสัมมนาได้ตั้งหัวข้อเรื่อง "การพัฒนาจริยธรรม ระบบการให้บริการ เพื่อป้องปรามการทุจริต : มุมมองจากผู้กำกับดูแล"
ทั้งนี้ ได้มีการสะท้อนแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจากเลขาธิการ ป.ป.ช., ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.), เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ. ),
การปราบปรามทุจริตต้องพัฒนา
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เป็นกำลังในการตรวจสอบเรื่องทุจริต ซึ่งยังมีคดีที่คั่งค้างอยู่จำนวนมาก ป.ป.ช.มีภารกิจไม่ใช่แค่งานปราบ แต่ยังมีงานด้านการป้องกันทุจริต การปราบปราม ซึ่งเป็นงานหัวใจหลัก และคงจะไม่ใช้กำลังบุคลากรที่จะได้เพิ่มเติมมาใช้แค่นี้ แต่ต้องกระจายกันในการทำงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องทำงานด้านการปราบปรามให้รวดเร็ว ต้องมีผลทันใจ ทันที ทันควัน ถูกใจผู้คน ถูกใจสื่อมวลชน เราเองก็มองในประเด็นตรงนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น มุมมองในเรื่องของการปราบปรามก็ต้องมีการพัฒนา
"ตั้งแต่การเข้ามาของ คสช. จะเห็นได้ว่าการปราบปรามเรื่องทุจริต ค่อนข้างจะรวดเร็ว เราเองถ้าเราอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายบริหารแล้ว เมื่อเรามีการแยกมาเป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นกับใคร เราก็ทำงานคล่องขึ้น ปัญหาที่เกิดมา 15 ปี เราก็มีทั้งเรื่องที่สำเร็จและไม่สำเร็จ การที่ไม่สำเร็จมันมีสาเหตุสำคัญๆคือ อย่างแรก ขาดความร่วมมือของหน่วยงาน การทำงานด้านการปราบปรามทุจริต ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน มันเป็นไปตามระบบเดิม ต่างคนต่างก็เอางบประมาณไปทำ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะไม่มีเป้าหมายเดียวกัน ดังนั้น พอ ป.ป.ช.มียุทธศาสตร์ในเรื่องการปราบทุจริต เราเองก็มีงานที่จะไปบูรณาการเพื่อให้เป็นไปในเป้าหมาย แนวทางเดียวกัน แต่เราก็ยังคงต่างคนต่างทำ"
ในส่วนที่สองคือ ความจริงใจของฝ่ายบริหาร ที่ผ่านมาฝ่ายบริหาร ไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของการทุจริต ทุกยุคทุกรัฐบาล ที่ผ่านมา มีแค่การมาออกรายการทีวี รับปากว่าจะทำแต่ก็ไม่ทำอะไร
เราทำได้ในเชิงเตือนสังคม
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่า มีสุภาษิตเตือนใจของคนจีนอยู่อันหนึ่งที่ว่า บางครั้งเราต้องทำตัวเป็นลุงโง่ ภูเขาขวางอยู่ มันใหญ่มาก บางครั้งเราอาจจะต้องตัดหินทีละก้อน มันก็อาจจะมีกะเทาะออกมาบ้างมันก็ยังดี และในปัจจุบันนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง ก.พ. ก็พูดย้ำอยู่เรื่อยๆ เยาวชนไทยกดไลค์มากเกินไปจนเพี้ยนหรือเปล่า ไม่รู้จริงไหมที่ว่า ทุจริตอย่างไรไม่ว่า ขอให้บ้านเมืองเจริญก็พอ แต่พอเราย้อนไปในอดีต ไปดูนักการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่บางคนมาจากต่างจังหวัด มาอาศัยวัดอยู่ จนกระทั่งสุดท้ายได้เป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส. เป็นผู้บริหาร เรียนรู้เกี่ยวกับวัดมาก แต่สุดท้ายเป็นอย่างไร ตายไป 500 ล้านบาทยังใช้ไม่หมดเลย
"หลายคนอาจจะคิดเหมือนกันว่า สตง.ทำอะไร ก็ทำตัวเป็นเสือเต่า ไง บางทีเขาก็ขนานนามเราว่า เสือกระดาษ เราไม่อยากเป็นนะ ทุกองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบไม่มีใครอยากเป็นหรอก เดี๋ยวนี้เราก็ประชดเลยครับว่า เป็นหมายังดีกว่า สตง.เองเราก็ถือว่าเป็นหมาเฝ้าบ้านเหมือนกัน นอกจากนี้เราก็จะต้องแสดงความยินดีกับทาง ป.ป.ช.ที่จะได้เจ้าหน้าที่สืบสวน 700 ตำแหน่ง แต่ทาง สตง.ขอแทบตาย ไม่ได้ป.ป.ท.เหมือนกัน โดนตัดหมดเลย อันนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่เราอดคิดเล็กคิดน้อยไม่ได้
ส่วนสิ่งที่ทางเราทำ อาจจะเป็นสิ่งที่โบราณเขาทำกัน บทบาทหน้าที่ของ สตง.จริงๆแล้ว คือการพยายามป้องปราม เพราะเราไม่ใช่พนักงานสอบสวนที่จะไปปราบได้หมด ทุกวันนี้ ที่เห็น สตง.ไปมีเอี่ยวร่วมตรวจสอบกับเขาในหลายๆกรณี อันนั้นอาจจะเป็นเพราะความบังเอิญ เพราะเรามีหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ยิ่งการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงแค่เงินงบประมาณ แต่รวมถึงเงินต่างๆ แม้แต่เงินที่ไม่มีเจ้าของ ก็ตรวจสอบ"
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า สิ่งเราทำอยู่ทุกวันนี้ ที่เรียกว่าเป็นการป้องปรามนั้น พยายามใช้วิธีการตรวจของเรา เป็นแนวทางในการเสริมสร้างจริยธรรม คุณธรรม เราหวังว่าตรวจเจอเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไปทำเป็นเรื่องเรียนรู้ จะได้มีตัวอย่างและหนทางป้องกัน สิ่งเหล่านี้เราทำได้ในเชิงเตือนสังคม ให้รู้ให้ตระหนักว่าประชาชนทุกคนคือเจ้าของเงิน สิ่งที่เราตรวจพบเป็นการเตือนให้รู้ว่า มันจะต้องปรับปรุง ต้องแก้ไข บางครั้งอาจจะถึงขั้นอาจจะต้องเยียวยา
นอกจากที่เราตรวจเพื่อเป็นการป้องปรามแล้ว ในส่วนการป้องกัน จริงๆ แล้วไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ผู้บริหาร หน่วยงานกำกับดูแล พวกนี้เป็นนักบริหาร แต่ที่กลัวมากเลย กลัวพวกที่ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่จ้างที่ปรึกษากันเพียบเลย ตกลงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ในสิ่งเหล่านี้ สตง.ติติงออกไปก็ไม่ได้รับความสนใจ หาว่า สตง.ปากร้าย ติโน่นตินี่ ช่างติ คือจริงๆ การเสริมสร้างจริยธรรมมันต้องหลากหลาย
แนวทางที่ สตง.เสนอคือ ให้คนทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการการควบคุมองค์กรขึ้นมา แล้วให้ผู้บริหารคอยติดตามระบบควบคุมเหล่านั้น เช่น ระบบจัดซื้อ ระบบการเงิน ทำหลักฐานอย่างไร การตรวจสอบการโอนเงิน จ่ายเงิน หรือแม้กระทั่งเรื่องที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ยากไร้ และที่สำคัญใครที่อาสาประชาชนเข้ามาจะต้องทำตัวเป็นผู้บริหารให้ได้ แล้วถ้าไม่ได้ เราก็ต้องมีระบบที่จะต้องปรับเปลี่ยนบุคคลเหล่านี้ได้ ใครคนอื่นที่อยากจะอาสายังมีอีกเยอะมาก
ทุจริตสมัยนี้เป็นเรื่องของเครือข่าย
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท.กล่าวว่า สำหรับเรื่องทุจริตนั้น ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะตอนที่มาทำงานที่ ป.ป.ท. ตนเคยอยู่ที่อื่นก็เป็นเหมือนกัน ทีนี้ถามว่าจะแก้ยังไงในแง่ของการเสริมสร้างจริยธรรม ผมกลัวว่าอาจจะเป็นการมองปัญหาไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นปัญหาใหญ่ๆอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะขอพูดในเรื่องตัวปัญหา เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่า เราจะเอาแนวทางแบบไหนมาใช้เป็นมาตรการในการแก้ปัญหา ในเรื่องของปัญหาการทุจริต
"ผมอยากจะเรียนว่า ในอดีตที่ผ่านมาในช่วงเวลา 10 กว่าปี การทุจริตมันแรงมาก มันแรงทุกพื้นที่ แต่มันมาหยุดในช่วงเกิดเหตุในปีนี้ แต่ต้นตอปัญหายังอยู่ ถ้าเรามองว่าปัญหามันเบาลง การแก้ปัญหา การปฏิรูปมันเกิดผล เพราะฉะนั้นถามว่ามองย้อนกลับไปมันเป็นยังไง เรียนว่าปัญหาการทุจริตนั้น ตามสถิติที่ร้องเรียนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มันกระจายไปในพื้นที่ทั่วประเทศ สมัยนี้มันเป็นเรื่องของเครือข่าย สมัยก่อนมันเป็นเรื่องการโกงแบบไพรเวท (ส่วนตัว) เช่น การซื้อตำแหน่ง แต่ในระยะหลังๆ มันเป็นการขายตำแหน่งแบบไม่ต้องจ่ายเงินด้วยซ้ำ ขายแบบ ถ้าได้ตำแหน่งนี้แล้ว ช่วยงานฉันด้วย"
เลขาธิการ ป.ป.ท.กล่าวว่า การตรวจสอบของข้าราชการก็ไม่มีประสิทธิภาพ เอาระเบียบขั้นตอนมากาง แล้วก็ตามนั้น แต่วิธีการทุจริตในหลายๆเรื่อง มันโกงโดยถูกต้องตามระเบียบ แต่ก่อนโกงที่งบประมาณ ระยะหลังๆ จัดหางบประมาณมาเพื่อการโกง อันนี้คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มันเกิดความเสียหายในเรื่องของเม็ดเงิน
ก.พ.เน้นขรก.ปฏิบัติหน้าที่โปร่งใส
ด้านตัวแทน จาก ก.พ.ได้มีการอธิบายถึงแนวทางที่ทาง ก.พ. ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มีเนื้องาน 3 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านปลูกฝั่งค่านิยมจริยธรรม และการบริหารทรัพยากรบุคคล ที่จะเต็มไปด้วยความมีคุณธรรม โดยอำนาจของผู้บังคับบัญชา ว่าจะทำอย่างไร ให้สามารถบริหารคนโดยใช้ระบบคุณธรรม
อีกเรื่องคือเรื่องการปราบปราม เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ก็ต้องมีการปราบปรามอย่างเข้มงวด ในการจัดการคนทำผิดให้ได้ผล ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ส่งเสริมและทำมาจะไม่ได้ผล แล้วก็ต่อยอดเนื่องจากมีข้อกำหนดตามกฎหมายระเบียบราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จนมาเป็นค่านิยมสร้างสรรค์ ข้าราชการพลเรือนต้องยึดตรงนี้เป็นหลัก ประกอบด้วยการยึดมั่นระเบียบที่ชอบธรรม ยุติธรรม ซื่อสัตย์ เรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ และปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรม อันนี้คือหัวใจของการปลูกฝังจริยธรรม
"ดูเหมือนว่าเรื่องจริยธรรมยังไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักงาน ก.พ.ต้องถือเป็นเรื่องที่จริงจัง และทำให้เกิดผลมากที่สุด ในหน่วยงานข้าราชการแต่ละแห่งต้องดูแลบ้านของเขาเอง การทำงานของข้าราชการเป็นอย่างไร มีกิจกรรมอะไร มาตรการอะไร เพื่อให้มีมาตรฐานเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติตามจริยธรรม การทำเรื่องจริยธรรมตรงนี้ มีทุกจังหวัด มีทุกหน่วยงาน ตั้งปี 2553 เป็นต้นมา ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและร่วมขับเคลื่อนการสร้างจริยธรรม"





