วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นศ.ดาวดินลั่นไม่มีเบื้องหลังวางแผนกันเอง3วัน

ปล่อยโดยไม่มีเงื่อนไข5นักศึกษาดาวดิน ชู3นิ้วรับนายกฯ ลั่นไม่มีเบื้องหลัง วางแผนกันเอง3วัน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 พ.ย. หลังจากนักศึกษากลุ่มดาวดิน 5 คนซึ่งมี นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, นายพายุ บุญโสภณ , นายวิชชากร อนุชน , นายเจตน์สฤษฎิ์ นามโคตร และนาย นายวสันต์ เสกสิทธิ์ พร้อมด้วยผู้ปกครอง ได้เดินทางมาพูดคุยและทำความเข้าใจ หรือการปรับทัศนคติ ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ทั้ง 5 คน ได้บุกเข้าไปแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว และ สวมเสื้อข้อความไม่เอารัฐประหาร ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยมีนายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ ผบ.มทบ.23 และ พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ในการพูดคุย นอกจากนี้ยังได้มีการเชิญนายกิตติบดี ใยพลู คณบีดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาร่วมด้วย

โดยตอนแรกจะมีการแถลงข่าวร่วมทุกฝ่ายหลังการหารือและเจรจาแต่สุดท้ายได้ยกเลิกด้วยเหตุว่าไม่มีการเอาผิดหรือดำเนินคดีใดๆกับกลุ่มนักศึกษาทั้ง 5 คน

แม้ว่าตอนแรกจะมีการพยายามให้นักศึกษาทั้ง 5 คนเซ็นข้อตกลง 3 ข้อ คือ ให้ยอมรับสิ่งที่ทำ ยอมรับจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง และถ้าเคลื่อนไหวต้องยอมรับในการถูกดำเนินคดี แต่มีแค่ 2 คนที่ถูกกดดันจากผู้ปกครองยอมเซ็นข้อตกลงคือนายพายุ บุญโสภณ และ นายเจตน์สฤษฎิ์ นามโคตร ส่วนอีก 3 คน ไม่ยอมรับหรือยอมถูกปรับทัศนคติ จากนั้นได้มีการปล่อยนักศึกษาทั้ง 5 คนและผู้ปกครอง โดยไม่มีการดำเนินคดีหรือมีเงื่อนไขใดๆ

โดยนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งใน 5 นักศึกษา กล่าวว่า ตนเองไม่ยอมรับเงื่อนไขหรือข้อตกลงใด แต่สุดท้ายก็ปล่อยทุกคน ซึ่งผู้ใหญ่พยายามจะปรับทัศนคติแต่ก็ไม่สามารถคุยกันได้เพราะมุมมองของเรื่องสิทธิแตกต่างกัน ซึ่งผู้ใหญ่พยายามอธิบายให้เชื่อตาม แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดของพวกตนได้ ซึ่งตอนนี้ถูกปล่อยตัวทั้งหมด รวมทั้งที่มีการขู่ตอนแรกว่าจะหมดสภาพนักศึกษาหากไม่เซ็นยินยอมและยอมรับตอนนี้ก็ไม่มีการดำเนินการใด รวมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายก็ไม่มี

"ส่วนอนาคตการเคลื่อนไหวใดๆก็ตาม ก็ต้องดูว่ามีเรื่องอะไร ซึ่งไม่สามารถหยุดได้ สิ่งที่ควรทำก็ต้องทำ ไม่มีใครปิดกั้นเราได้ อยู่ที่ความกล้าเราพร้อมยอมรับ แต่กฎหมายตอนนี้ไม่ชอบธรรมก็ขอย้ำว่าเราไม่ยอมรับอำนาจนี้ เมื่อความอยุติธรรมมีอยู่ก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่เฉยไม่ได้ จะปล่อยให้สังคมถูกปิดหูปิดตาไม่ได้"นายจตุภัทร์ กล่าว

เช่นเดียวกับนายวสันต์ เสกสิทธิ์ ที่ไม่ยอมเซ็นยิมยอมเช่นกัน กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการทำกันเองไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง จนถึงตอนนี้รู้สึกโล่ง ขอยืนยันในหลักการที่จะต่อสู้เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เสื้อที่ทำก็ทำกันเองโดยติดสติกเกอร์ ใช้เวลาในการวางแผนกันแค่ 3 วันเท่านั้นเอง

ส่วนนายกิตติบดี ใยพลู คณบดีคณะนิติศาสตร์ มข. กล่าวว่า มาทำความเข้าใจที่นักศึกษาได้กระทำลงไปเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฝ่ายมองด้วยความเข้าใจที่ทำไปด้วยสิทธิเสรีภาพ ก็เลยมาปรับความเข้าใจกับนักศึกษาด้วย ก็เป็นที่น่ายินดีทีทางทหารตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้โอกาสมาปรับความเข้าใจ เข้าใจว่าไม่เอาความกับนักศึกษา และปล่อยตัวไป ฟังจากที่ประชุมว่าต้องการให้นักศึกษากลับไปเรียนหนังสือ และเป็นกำลังหลักของสังคมต่อไป

"ในฐานะครูมาทำหน้าที่ปกป้องนักศึกษา มาดูแลนักศึกษาที่ถูกมองว่ากระทำผิดได้ถูกดำเนินการอย่างไร ซึ่งก็ไม่มีการบันทึกข้อตกลงใดๆ มีเพียงการพูดคุยกันมากกว่า และการกระทำครั้งนี้ถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาในการเข้าใจถึงเรื่องข้อจำกัดของกฎหมาย ให้นักศึกษาเข้าใจมากขึ้น และในฐานะที่เป็นสถานบันการศึกษาแหล่งวิชาการความรู้ ต้องมองถึงการส่งเสริมกิจกรรมที่ถูกต้องให้นักศึกษา"นายกิตติบดี กล่าว และว่า

"ผมว่าเป็นเรื่องการแสดงออกที่บริสุทธิ์ของนักศึกษา ส่วนที่จะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จนผิดกฎหมาย ผมเชื่อว่า สังคมไทยมีการให้โอกาสกัน มากกว่าที่จะมองเรื่องของการใช้กฎหมายเป็นหลัก ถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา เป็นอุธทาหรณ์ให้กับมหาวิทยาลัยให้กับนักศึกษาว่าการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ส่วนจะมีการบานปลายมีกระแสนักศึกษาออกมาแสดงความคิดเห็นหรือขับเคลื่อนเรื่องนี้นั้น เป็นแค่การแสดงความเห็นใจกัน ซึ่งเชื่อว่าอย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนสิทธิเสรีภาพภายใต้กรอบของกฎหมายก็ทำได้อยู่แล้ว"

ด้านนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของนายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา กล่าวภายหลังลูกชายได้รับการปล่อยตัวออกมาว่า ดีใจที่เขาหลุดพ้นออกมา ซึ่งมองเรื่องการแสดงออกของเขานั้นเป็นสิทธิที่เขาจะทำ แม้จะให้ผู้ปกครองมากดดันก็คงไปกดดันเด็กไม่ได้ เพราะหากกดดันให้เขายอมรับผิด ในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกและทำเพื่อสังคมก็คงจะไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรในหัวอกความเป็นพ่อก็คงจะต้องเตือนและปรามกันบ้าง อย่าทำอะไรรุนแรงมากนัก