วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เรืองไกร'จะร้องนายกฯสอบปปช.ตัดฟ้องคดีปรส.

"เรืองไกร" ทีมกฎหมายเพื่อไทย เตรียมร้องนายกฯ "พล.อ.ประยุทธ์" สอบป.ป.ช.ปกปิด-ตัดฟ้องคดีปรส.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 17 พ.ย. เวลา 10.00 น. ตนจะไปยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่าปกปิดข้อมูลคดีองค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.) มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จากนั้นจะไปยื่นเรื่องต่อรมว.ยุติธรรม และป.ป.ช. ตามลำดับ ทั้งนี้คดีปรส.เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่ามีการดำเนินการขายสินทรัพย์ปรส. มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปในราคาเพียง 190,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสินทรัพย์ที่ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นส่อไปในทางทุจริต จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐหลายแสนล้านบาท

“ทั้งนี้ความเสียหายจากคดีปรส. เป็นที่สนใจของสังคมมาโดยตลอด แต่ป.ป.ช.กลับบ่ายเบี่ยง ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินคดี จนกระทั่งมาแถลงให้ทราบเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า ไม่มีคดีปรส. อยู่ที่ป.ป.ช. การกระทำของป.ป.ช. จึงมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามประกาศคสช. ฉบับที่ 63/2557 โดยป.ป.ช.มีลักษณะไม่ยึดมั่นในการปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรม และไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการดำเนินคดีตามประเภทคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ซึ่งสาธารณชนไม่สามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนการแถลงข่าวหรือดำเนินการใดๆ ที่มีผลทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าคดีปรส. ยังไม่หมดอายุความ”นายเรืองไกร กล่าวและว่า อีกทั้งการแถลงผลการดำเนินงานของคณะกรรมการป.ป.ช. เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการรายงานเรื่องกล่าวหานายธารินทร์ กับพวกรวม 10 คน แต่พอมาแถลงเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ระบุชื่อไว้เพียง 9 คน จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า ชื่อของคนที่หายไปคือนายชวน หลีกภัย ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ใช่หรือไม่ แต่กลับไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้จากป.ป.ช.

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ข้อมูลคดี ปรส. ทั้งหมด มีปฐมเหตุสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายบีไอบีเอฟที่ผิดพลาดจนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้สถาบันการเงินและธนาคารต้องถูกปิดกิจการ รัฐบาลที่เป็นต้นเหตุและรัฐบาลที่รับภาระตามมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งแสดงไว้ในหนี้เงินกู้เอฟไอดีเอฟ และรัฐบาลที่เป็นต้นเหตุยังก่อเหตุการณ์ซ้ำเติมอีกเมื่อเข้ามาบริหารในสมัยที่สอง ด้วยการปล่อยให้มีการทุจริตในการขายทรัพย์สินของปรส. ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง จนขาดทุนหลายแสนล้านบาท ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังส่งผลมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน

“ดังนั้นนายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงควรรีบเข้าไปตรวจสอบ โดยเรียกดูเอกสารต่าง ๆ จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานการสอบบัญชีของสตง. รายงานหนี้สาธารณะในส่วน เอฟไอดีเอฟ 1 และ เอฟไอดีเอฟ 3 ผลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผลการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. มาประกอบการพิจารณาด้วย และรีบดำเนินการตรวจสอบคณะกรรมการป.ป.ช. ว่า การทำคดีปรส. ของ ป.ป.ช. มีการปกปิดข้อมูลคดี ปรส. และมีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และหากพบว่าป.ป.ช. มีพฤติการณ์ส่อไปในทางที่ขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 63/2557 ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป และหากพิจารณาเห็นว่าป.ป.ช.มีผลงานที่ส่อไปในทางไม่เที่ยงธรรมก็ควรพิจารณาด้วยว่าสมควรจะยุบทิ้งองค์กรป.ป.ช. หรือไม่”นายเรืองไกร กล่าว