วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โฆษกรัฐยันไม่ได้ปิดกันสื่อ รัฐบาล-คสช.ให้เกียรติ

"พล.ต.สรรเสริญ" รองโฆษกรบ.ยันไม่ได้ปิดกันสื่อ “รัฐบาล-คสช.” ให้เกียรติ และไม่ก้าวก่ายเสนอข้อเท็จจริงต่อปชช.

ชี้สื่อต้องระมัดระวัง และเคารพกฎกติกาบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองยังไม่ปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ มีความพยายามสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม ระบุ “รัฐบาล-คสช.” พร้อมเดินหน้าซ่อมแซมประเทศให้คนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิม

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล และ คสช. ยุติการแทรกแซง-คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนว่า เรื่องนี้รัฐบาลมีโนบายสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิรูปประเทศไทย และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นทาง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับทราบในรายละเอียดแล้ว ว่าทาง คสช.ไม่ได้เข้าไปกดดันให้มีการยุติรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย ทางไทยพีบีเอส เป็นเพียงผู้ดำเนินรายการมีทัศนะคติไม่เข้าใจบางอย่าง เวลาทำรายการและนำเสนอก็ทำให้สังคมส่วนหนึ่งเกิดความไม่สบายใจ และอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ทาง คสช.จึงได้เดินทางไปพูดคุยกับผู้บริหารของไทยพีบีเอส ซึ่งการพูดคุยก็เป็นไปแบบให้เกียรติซึ่งกันและกันไม่ได้ไปแสดงอำนาบาดใหญ่หรือไปสั่งการให้ยุติรายการเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทยแต่อย่างใด เพียงแต่อยากให้มีการนำเสนอให้เหมาะสม เราไม่อยากให้มีการตั้งประเด็น หรือ ตั้งกระทู้ ถึงความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา และมีการเชิญภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็น บางครั้งจะทำให้เกิดการขยายความขัดแย้ง ปัญหาก็จะไม่จบ โดยเฉพาะการทิ้งปมประเด็นปัญหาเอาไว้ ทั้งนี้ยอมรับว่าสื่อมวลนมีอิทธิพลต่อทัศนะคติและความเชื่อของสังคม ซึ่งตรงนี้รัฐบาลและ คสช. มีความเป็นห่วง บางครั้งมันอาจจะไปทำให้ความรู้สึกของคนไปเชื่อแบบนั้น และอาจจะนำไปขยายความขัดแย้งขึ้นมาอีก

“ทางเจ้าหน้าที่ คสช.ไปพูดคุยแบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน และทางผู้บริหารของไทยพีบีเอส ก็เข้าใจกับการพูดคุยในครั้งนั้น พร้อมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างเจ้าหน้าที่ คสช. กับผู้บริหารของไทยพีบีเอส ที่ผ่านมามีการพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกสถานีโทรทัศน์มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกฝ่าย ก็เข้าใจถึงความจำเป็นของทาง คสช.มาโดยตลอด เข้าใจถึงความร่วมมือมาโดยตลอด แต่ คสช.พยายามเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกันจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ยืนยันว่า รัฐบาล และ คสช.ให้เกียรติกันอยู่แล้ว และไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย สื่อมวลชนสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้เป็นปกติ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้สื่อมวลชนเข้าใจ รัฐบาล และ คสช. เหมือนกัน เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ตอนนี้ทุกคนรู้ว่ามีความพยายามที่จะทำให้มีความรู้สึกขัดแย้ง และรู้สึกไม่ดีต่อกันในสังคมให้เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชนก็จะต้องระมัดระวังด้วยเหมือนกัน ที่จะไม่ส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง หรือต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับซึ่งกันและกันเหมือนในอดีตขึ้นมาอีก” พล.ต.สรรเสริญ ระบุ

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาระหน้าที่ของรัฐบาล และ คสช.รับประกันต่อสังคมไว้ว่าเราจะพยายามลดความขัดแย้ง และเชิญฝ่ายต่าง ๆ ที่มีความรู้ ความสามารถ เชิญทุก ๆ ฝ่าย และทุก ๆ ความคิดเข้ามาที่จะกำหนดแนวทางของการปฏิรูปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ในอดีต ดังนั้นเมื่อภาระเป็นแบบนี้เราก็จำเป็นจะต้องระมัดระวังในทุก ๆ เรื่อง และมีความห่วงใยในทุก ๆ เรื่อง ขณะเดียวกันมีกฎอัยการศึกอยู่ ในฐานะที่รัฐบาล และ คสช. รับประกันกับสังคมว่าจะหาทางยุติความขัดแย้ง ซ่อมแซมความรักความสามัคคีของคนไทยในอดีตที่เคยมีต่อกันมีบุบสลายไปให้กลับคืนมา ฉะนั้นสื่อมวลชนจะต้องเคารพกฎหมาย และกฎกติกาที่มีอยู่ในขณะนี้ด้วยเหมือนกันรัฐบาลขอบคุณสื่อมวลชนส่วนใหญ่ที่เข้าใจบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกันถึงความจำเป็นของรัฐบาล และ คสช. ดังนั้นเมื่อทุกฝ่ายเห็นว่าประโยชน์ของบ้านเมือง หรือความอยู่รอดของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ เพื่อที่จะลดความสุ่มเสี่ยงไม่ให้มีการนำประเด็นที่มีความขัดแย้งไปขยายผล และที่สำคัญหากย้อนกลับไปดูผลสำรวจโพลล์ต่าง ๆ จะพบว่า คนส่วนใหญ่ให้ความเข้าใจรัฐบาล และ คสช. ที่จะสามารถลดปัญหาความขัดแย้ง และมีความสงบเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่งจริง และทุกคนคาดหวังว่าในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

“ต้องชื่นชมประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ให้สติกับสังคมไว้ว่า ไม่ควรที่จะกล้าอย่าไรเหตุผล หรือ กล้าอย่าบ้าบิ่น จะต้องมีความชัดเจนในหลักของการทำงานในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้จะต้องมีหลักการในการทำงานอย่างไร โดยเฉพาะการยึดมั่นใน 2 เรื่องควบคู่กันไป ทั้งเสรีภาพ และความอยู่รอดของบ้านเมือง ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร และนโยบายก็ชัดเจนคือให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ได้ไปกำหนดหรือชี้นำอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่มีความเป็นห่วงเพราะบ้านเมืองยังไม่ปกติ 100 เปอร์เซ็นต์” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว