วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่อง'มิติ'ที่ขาดหายในแผนแม่บทป่าไม้?

(รายงาน) "สิทธิมนุษยชน-อำนาจท้องถิ่น" มิติที่ขาดหายในแผนแม่บทป่าไม้

ในการประชุมวิชาการเรื่อง "การมีส่วนร่วมของประชาชนในแผนแม่บททรัพยากรป่าไม้ 2557" ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง "กรุงเทพธุรกิจ" ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้นั้น

นอกจากการเสวนา "วิพากษ์หรือหนุนเสริมแผนแม่บททรัพยากรป่าไม้ 2557" ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าวิธีการที่ใช้ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแล้ว ยังมีการอภิปรายร่วมกันในหัวข้อ "แผนแม่บททรัพยากรป่าไม้ 2557 และการมีส่วนร่วมของประชาชน" ซึ่งนักวิชาการที่เข้าร่วมอภิปรายได้ลงรายละเอียดเรื่องการ "บริหารจัดการ" และ "การมีส่วนร่วม" ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนในการจัดสรรทรัพยากรที่ต้องทบทวนแก้ไขอีกหลายเรื่องด้วยกัน

นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อาจารย์จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน เห็นว่า ในหน้าหนึ่งของแผนแม่บทฯ ที่ระบุว่า คืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนที่อาศัยทำกิน ก่อนการประกาศเขตป่าไม้โดยด่วน และประชาชนคนไทยที่ยากจนจะต้องมีที่ดินทำกินอย่างเหมาะสมนั้น ถ้าทำทั้ง 2 หัวข้อดังกล่าวก่อนจะมีการกดดันในเรื่องการบุกรุกป่าและการใช้ที่ดินป่าไม้ก็คงไม่มีปัญหา

"ถ้าที่ดินที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มทุนที่ถือครองไว้เยอะๆ แล้วนำกระจายออกมา ผมคิดว่า จะลดการใช้ที่ดิน และลดความกดดันในการบุกรุกป่า ถ้าคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนที่อาศัยทำกินก่อนการประกาศแนวเขตป่าไม้ เรื่องก็จบ"

เขาเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำโดยด่วนหรือมาตรการระยะสั้นนั้นล้วนทำแต่ในสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ในแผนแม่บทฯ ส่วนที่เขียนเอาไว้กลับไม่ยอมนำมาทำ จึงคิดว่า แผนแม่บทฉบับนี้มีปัญหา

อีกทั้งเรื่องของป่าไม้ มีมิติทางสังคม มิติทางจิตวิญญาณ มิติทางวัฒนธรรม ฉะนั้นจึงไม่สามารถจำลองในเรื่องของการจัดการป่าไม้หรือต้นไม้หรือวัตถุดิบที่อยู่ในป่าแต่เพียงลำพังได้ ด้วยเหตุนี้องค์ประกอบของ "องค์กร" ที่มาจัดทำแผนแม่บทฯ จึงไม่ครบถ้วน

"ผมมองเรื่องการจัดการป่า เป็นเรื่องของการเมือง เพราะเป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจ จัดสรรผลประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนทุกคนได้รับการบริการ จัดการทรัพยากร อย่างทั่วถึง ฉะนั้นมิติที่ยังขาดไปอย่างสิ้นเชิง คือ มิติด้านสิทธิมนุษยชน และมิติด้านท้องถิ่น หรือการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น"

ดังนั้น กิจกรรมตั้งแต่การดูแลรักษาป่า การบริหารการใช้ประโยชน์จากป่า การฟื้นฟูป่า ตกอยู่ในภาระรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐทั้งสิ้น ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิง

เขาชี้ว่า เมื่อขาดมิติด้านสิทธิมนุษยชน และมิติด้านท้องถิ่น หรือการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ก็จะทำให้การปฏิบัติเกิดจุดอ่อนและผลกระทบในการละเมิดสิทธิมนุษยชน และใช้วิธีการที่รุนแรง ไม่ใช้วิธีการสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นที่ป่า

"ความเป็นจริงมนุษย์อยู่โดยลำพังไม่ได้ โดยปราศจากป่า ปราศจากสภาพแวดล้อม ที่มีป่าเป็นพื้นฐาน ฉะนั้นเรื่องของคนกับป่าจึงเป็นประเด็นที่จะได้ข้อสรุปและข้อยุติที่ชัดเจนที่คนกับป่าจะต้องอยู่ด้วยกัน แต่คำถามที่ว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างไรนั้น ผมคิดว่าจะต้องคืนความเป็นธรรมให้ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน"

เมื่อคืนสิทธิให้ "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" แล้ว รัฐกับชุมชนต้องมาพูดคุยกัน โดยรัฐจะต้องมีกลไกบางอย่างเข้าไปช่วยปกป้องคุ้มครองพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมให้อยู่กับได้โดยที่ปราศจากการคุกคามจากภายนอก

ขณะเดียวกันชุมชนที่ไม่ได้เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม แต่เป็น "ชุมชนใหม่" ซึ่งไม่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการสืบทอดมาอย่างยาวนาน เพียงแต่ว่ายังมีข้อถกเถียงว่า ชุมชนนั้นอยู่มาแค่ไหน หรืออยู่ก่อนหลังประกาศพื้นที่ป่านั้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ ซึ่งไม่ใช่แค่วิธีการใช้เครื่องมือและบุคลากรจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว

"กระบวนการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์ ชาวบ้านเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2541 แล้วว่า ต้องการให้มีกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ และต้องการเครื่องมือที่ทำให้ชาวบ้านกับรัฐสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่ใช้เฉพาะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ใช้หลักฐานอื่นๆ เท่าที่มีมาประกอบด้วย อาทิ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ พยานบุคคล คำบอกเล่า นิยายที่สะท้อนให้เห็นวิถีวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งคิดว่า หากมีสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้กระบวนการนี้เป็นที่ยอมรับและตัดสินใจได้ง่าย"

ส่วนการจัดการและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่านั้น เขาเห็นว่า ขณะนี้การจัดการป่าในแผนแม่บทฯ ยังค่อนข้างเป็นรูปแบบของการจัดการส่วนกลางที่ "แยกส่วน" ขณะที่หลักการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน คือต้อง "บูรณาการ" จัดการในรูปแบบอเนกประโยชน์ ซึ่งต้องอาศัย "การมีส่วนร่วม" ถึงจะทำได้

เขาบอกว่า แนวคิดการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืนและสมประโยชน์ ทั้งรัฐ ประชาชน และเอกชน ได้นั้น มีอยู่ว่า รัฐไทยยังหวงอำนาจ ไม่กระจายอำนาจและคืนสิทธิให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า โดยเรื่องการจัดการป่าเป็นเรื่องของการเมืองที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจไปยังองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นจึงจะประสบความสำเร็จ

"รัฐจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่เป็นผู้จัดการ เป็นเจ้าของทรัพยากร มาเป็นการให้การสนับสนุนทรัพยากร จึงอยากเห็นการเขียนแผนแม่บทใหม่ ที่ภาคประชาชนช่วยกันเสนอเข้ามา และขับเคลื่อนกฎหมาย 4 ฉบับ (1. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร (โฉนดชุมชน) 2.ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน 3.ร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และ4.ร่าง พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม) ไปพร้อมๆ กัน"

ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เจตนารมณ์ในการคืนผืนป่าของแผนแม่บทฯ อาจจะมีความตั้งใจที่ดีงามและต้องการความเด็ดขาดในการใช้อำนาจ รวมทั้งต้องการแผนงานที่เบ็ดเสร็จ ถึงใช้วิธีการสนธิกำลังต่างๆ แต่ว่าการแก้ไขปัญหาเรื่อง "ชุมชนกับป่า" เรื่องดูแลผืนป่าให้กลับคืนมา ต้องมีฐานความเข้าใจที่กว้างกว่าเดิม แต่ในแผนแม่บทดังกล่าวไม่เอื้อเลย

เขาบอกว่า แผนแม่บทฯ กลับดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีลักษณะการใช้อำนาจรับคำสั่งและดำเนินการตามคำสั่ง คือ หน่วยงานอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งปฏิบัติการในภาวะที่ประเทศไม่ปกติ โดยไม่มี "การมีส่วนร่วมของประชาชน" เพราะฉะนั้นภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาล ที่จะใช้โอกาสนี้ในระดับนโยบายควรที่จะเปิดพื้นที่สำหรับรับฟัง เพื่อคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ไปให้ได้

"จำเป็นอย่างยิ่งที่การเมืองตอนนี้จะต้องมีการขยายฐานความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ถ้าฝ่ายรัฐบาล สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ไม่เอื้อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ คิดว่าสถานการณ์ก็จะเลวร้ายลง ด้วยภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ ผมขอเรียกร้องเรื่องการดูแลทรัพยากรป่าไม้กับความเดือดร้อนในปัจจุบันเป็นประเด็นที่เร่งด่วนและต้องการการเปิดพื้นที่ ฉะนั้นจะต้องดูแลเพื่อให้เกิดการคลี่คลายปัญหา ไม่ใช่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น"

นอกจากนี้ เขายังบอกว่า ประเด็นเรื่องคดีความต่างๆ เช่น คดีที่เกี่ยวกับโลกร้อนที่ในปัจจุบันยังคงคารังคาซังอยู่ก็อยากให้มีการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

อย่างไรก็ดีเขาเห็นว่า ประเด็นความรู้ในการตัดสินใจของศาลหรือผู้พิพากษายังอยู่ในมุมฐานความรู้ที่ค่อนข้างคับแคบ และขาดความรู้ในเชิงสังคมวิทยา ในท้องถิ่น ชีวิตที่หลากหลาย รวมไปถึงวิชาที่เกี่ยวกับนิเวศวิทยาของท้องถิ่นอยู่มาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันระดมคดีความที่มีอยู่ โดยนำผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา มาเป็นประเด็นศึกษาควบคู่กันไป พร้อมทั้งช่วยกันเฝ้าระวัง และร่วมกันนำเสนอแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อทำให้เรื่องนี้มีความรอบคอบและมีหลักการที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น