"เรืองไกร"ยื่นสนช. ถอนวาระรับถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" วันที่ 12 พ.ย.ออกไปก่อน เพราะรธน.ชั่วคราวปี57ไม่มีบทถอดถอน
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนางนรรัตน์ พิมพ์เสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอให้สนช.ถอนระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 12 พ.ย. ที่จะพิจารณาการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวออกไปก่อน โดยนายเรืองไกร กล่าวภายหลังยื่นหนังสือ ว่า การที่ขอให้ สนช.ถอนวาระดังกล่าวออกไป
เนื่องจากเห็นว่า การที่สนช.อ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ในมาตรา 6 ว่ามีอำนาจถอดถอนนั้นไม่สามารถกระทำได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติเฉพาะให้ถอดถอนแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญปี 2550 จะเห็นได้ชัดเจนว่า ในมาตรา 270 ถึงมาตรา 274 มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจวุฒิสภาการถอดถอนไว้ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะให้มีการถอดถอนแต่อย่างใด
อีกทั้งการอ้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวในมาตรา 13 วรรคสอง โดยตีความคำว่า”กิจการอื่น “แปลว่ามีอำนาจถอดถอนได้ด้วยนั้น ย่อมเป็นการส่อว่า จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ และถือว่าการตราข้อบังคับการประชุม สนช.พ .ศ. 2557 จึงมิชอบ นอกจากนี้เรื่องดังกล่าวตนได้มีการยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
นายเรืองไกร กล่าวว่า ข้อบังคับการประชุมสนช. พ.ศ.2557 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2557 ที่ออกโดยอาศัยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 มาตรา 13 วรรคสอง อาจตราโดยไม่ชอบ เนื่องจากการตีความ”กิจการอื่น” ซึ่งขยายความไปถึงอำนาจการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ด้วยนั้น ก็ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 5 /2553 ที่ได้มีการตีความขยายอำนาจให้สนช.มีอำนาจเกินไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557ดังนั้นหาก สนช.ดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 12 พ.ย.ก็เป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงขอให้พิจารณาถอนวาระดังกล่าวออกไปก่อน
แต่หากสนช.ยังเดินหน้าต่อไปก็สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามมาตรา 58 ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และอาจทำให้สนช.ต้องรับโทษตามมาตรา 123/1 ได้





