ชำแหละขั้นตอนถอดถอน45วัน ชี้ชะตา"ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม"
หลังจากพยายามโต้แย้งว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่มี “อำนาจถอดถอน” แต่ไม่เป็นผล ล่าสุดทีมทนายอดีตนายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” พยายามจะชี้ว่า สนช.กำลังดำเนินการ “ผิดข้อบังคับการประชุม สนช.”
แน่นอน มันคือ “แทคติก” ในการต่อสู้ดี ที่ต้องสู้ในทุกรูปแบบ ทุกขั้นตอน แต่ในส่วนของ “ข้อบังคับการประชุม สนช.” นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นเอกสารชัดเจน ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็น ใครๆก็สามารถศึกษารายละเอียดได้
สำหรับกระบวนการในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)นั้น กำหนดไว้ในหมวด 10 ของข้อบังคับการประชุม สนช. โดยอยู่ในมาตรา 146 ถึงมาตรา 161
ตอนนี้เรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อยู่ที่ สนช. 2 กรณี มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 3 คน คือ "ยิ่งลักษณ์" ในกรณีโครงการรับจำนำข้าว และ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา กับ “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตรองประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา กรณีแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. แต่กรณีของยิ่งลักษณ์คืบหน้ากว่า โดย "พรเพชร วิชิตชลชัย" ประธาน สนช. นัดประชุมครั้งแรกเพื่อเริ่มกระบวนการในวันพุธนี้ (12 พ.ย.) ขณะที่ 2 รายหลังจะเริ่มกระบวนการในวันที่ 27 พ.ย.
กรณีของยิ่งลักษณ์ การประชุมวันที่ 12 พฤศจิกายน นี้ ถือเป็นการประชุมนัดแรก ซึ่งตามข้อบังคับการประชุม ให้ประธานนัดประชุมครั้งแรกภายใน 30 วัน หลังรับเรื่องจาก ป.ป.ช. (สนช.รับเรื่องจาก ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม) โดยในการประชุมนัดแรกนี้ ที่ประชุมมีภารกิจใน 2 เรื่อง คือ 1.พิจารณาว่าจะอนุญาตเพิ่มเติมพยานหลักฐานนอกเหนือจากที่ปรากฏในสำนวนของ ป.ป.ช.ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอหรือไม่ 2.กำหนดวันแถลงเปิดคดีของคู่ความ คือ ป.ป.ช. และ ยิ่งลักษณ์
ทั้งนี้ตามข้อบังคับ กำหนดให้ประธาน สนช.จัดส่งเอกสารให้ผู้ถูกกล่าวหา และ สมาชิก สนช.ศึกษาก่อนวันประชุมนัดแรกไม่น้อยกว่า 15 วัน และหากผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิขอให้มีการสอบพยานเพิ่ม โดยจะต้องแจ้งมาก่อนถึงวันประชุมไม่น้อยกว่า 5 วัน
ปัญหาตอนนี้คือ จนถึงเมื่อวันศุกร์ (8 พ.ย.) ฝ่ายทนายยิ่งลักษณ์ บอกว่า ยังไม่ได้รับเอกสารเลย เมื่อยังไม่ได้รับเอกสาร จะแจ้งไปได้อย่างไรว่าจะขอเพิ่มพยานหลักฐานอะไรบ้าง ทีมทนายจึงพยายามจะให้มีการเลื่อนวันประชุมในวันที่ 12 พ.ย.ออกไป หากยังจะมีการประชุมเท่ากับทำผิดข้อบังคับการประชุม
อย่างไรก็ตาม "น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์" โฆษกวิป สนช. บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆก็สามารถผ่อนผันได้ โดยวันอังคารนี้ (11 พ.ย.) วิป สนช.จะประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากทีมทนายของนางสาวยิ่งลักษณ์ ทำเรื่องมาว่ายังไม่ได้รับเอกสาร ที่ประชุมวิปก็คงจะพิจารณาในข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และถ้ามีเหตุมีผลก็สามารถที่จะเสนอต่อที่ประชุม สนช.วันที่ 12 พ.ย.ให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องเพิ่มพยานและกำหนดวันแถลงเปิดคดีได้ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม สนช.ว่าจะเห็นอย่างไร
"แต่การประชุม สนช.ในวันที่ 12 คงไม่สามารถเลื่อนได้ เพราะจะมีปัญหาเรื่องกรอบเวลา 30 วันที่ต้องประชุมครั้งแรกหลังได้รับเรื่องจาก ป.ป.ช." โฆษกวิป สนช.กล่าว และบอกว่า "ความจริงในข้อบังคับการประชุม อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถมาตรวจดูหรือขอคัดสำเนาเอกสารได้ ซึ่งหากทีมทนายตั้งใจที่จะให้ได้เอกสารอย่างรวดเร็วจริงๆ ก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว"
ขั้นตอนสำคัญหลังผ่านการพิจารณาเรื่องจะให้เพิ่มเติมพยานหลักฐานหรือไม่ คือ การกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของคู่ความ ซึ่งตามข้อบังคับ "ยิ่งลักษณ์" จะมาแถลงเปิดสำนวนด้วยตัวเอง หรือจะมอบหมาย "ผู้แทน" มาก็ได้
"ถึงที่สุดคุณยิ่งลักษณ์ ก็คงต้องมาแถลงด้วยตัวเอง เพราะถ้าไม่มาก็เสีย" ทีมทนายของยิ่งลักษณ์ กล่าว
จากที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นนายกฯที่หนีการประชุมสภา คราวนี้ "ยิ่งลักษณ์" จะต้องมาชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ซึ่งไม่คุ้นเคยยิ่งกว่า "ยิ่งลักษณ์" จะสามารถทำได้ดีแค่ไหนเป็นขั้นตอนที่ถูกจับตา โดยเฉพาะหากที่ประชุม สนช.ยังมีข้อติดใจ และต้องการซักถามเพิ่มเติม ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาซักถามภายใน 7 วัน อดีตนายกฯจะสามารถตอบคำถามได้ชัดเจนเพียงใด
หลังเสร็จสิ้นกระบวนการแถลงเปิดสำนวนแล้ว คู่กรณีสามารถยื่นขอแถลงปิดสำนวนภายใน 7 วัน ซึ่งจะเป็นการแถลงด้วยวาจาหรือเอกสารก็ได้ แต่หากแถลงด้วยวาจา ก็ให้ ป.ป.ช.แถลงก่อน เช่นเดียวกับตอนแถลงเปิดสำนวน
จากนั้นภายใน 3 วัน ประธาน สนช.จะต้องนัดประชุม สนช.เพื่อลงมติถอดถอน โดยการลงมติให้ทำโดยวิธีลงคะแนนลับ และตามกฎหมาย ป.ป.ช. มติถอดถอนต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิก สนช.ทั้งหมด ปัจจุบันมี สนช. 220 คน มติถอดถอนจึงต้องไม่น้อยกว่า 132 เสียง
ตามปกติ กระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 45 วัน ดังนั้นไม่เกินสิ้นปีทั้งคดีของ "ยิ่งลักษณ์ - สมศักดิ์ - นิคม" น่าจะได้ข้อสรุป
ตามกติกาเดิม หากโดนถอดถอน พวกเขาจะต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และไม่สามารถมาลงสมัคร ส.ส.ได้อีก!
กรณีถอดถอนทั้ง 3 คน โดยเฉพาะรายของ "ยิ่งลักษณ์" ยิ่งทำให้บรรยากาศการเมืองคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง วาทกรรม "เสียของ" ถูกหยิบยกมาเอ่ยอ้างจากทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ต้องการให้ถอดถอน และฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ถอดถอน
ฝ่ายที่ต้องการให้ถอดถอน บอกว่า หาก สนช.ไม่ดำเนินการถอดถอน ก็จะทำให้การยึดอำนาจครั้งนี้ "เสียของ" ขณะที่อีกฝ่ายบอกว่า ในเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่า เข้ามายึดอำนาจเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ หากมาตามไล่บี้ถอดถอน ก็จะทำให้ "เสียของ" เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะตัดสินว่าจะ "ถอดถอน" หรือไม่ คือ สมาชิก สนช. 220 คน ซึ่งมี "ทหาร" เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถึงตอนนี้มี สนช.สายทหารจำนวนไม่น้อย แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่จะดำเนินการถอดถอน เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหว จะกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง หลายคนเลือกที่จะแสดงออกด้วยการไม่ร่วมสังฆกรรมกับกระบวนการนี้ ซึ่งทำให้เห็นแล้วเมื่อวันที่ที่ประชุม สนช.ลงมติรับถอดถอน "สมศักดิ์-นิคม" ที่มี สนช.ขาดประชุมมากกว่า 40 คน โดยส่วนใหญ่เป็น สนช.สายทหาร ที่เลือกไปงาน "ทอดกฐิน" แทนการเข้าร่วมประชุม
บ้างก็ว่า สนช.สายทหาร ตัดสินใจไม่ถูก เพราะ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ไม่แสดงท่าทีชัดๆว่าต้องการให้ทำอย่างไร
การลงมติ "ถอดถอน" หรือ "ไม่ถอดถอน" ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกรณีของ "ยิ่งลักษณ์" เพราะจะเป็นส่วนหนึ่งของการวาง "บรรทัดฐาน" ว่า "หัวหน้าคณะรัฐบาล" ที่ดำเนินนโยบายประชานิยมแล้วก่อความเสียหายมหาศาล จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่
ส่วนจะ "เสียของ" หรือไม่...ก็ขึ้นอยู่กับว่า "ใคร" เป็นคนมอง!





