วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มติสนช.87ต่อ75เสียงรับถอด'สมศักดิ์-นิคม'

มติสนช.87ต่อ75เสียง รับพิจารณาถอดถอน"สมศักดิ์-นิคม" ด้าน"พรเพชร"คาดแถลงเปิดคดี 24-25 พ.ย.

มติสนช.87ต่อ75เสียง รับพิจารณาถอดถอน"สมศักดิ์-นิคม" ด้าน"พรเพชร"คาดแถลงเปิดคดี 24-25 พ.ย. ระบุยังไม่เลื่อนวันถกถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" อดีตรองประธานรัฐสภาลั่นพร้อมเข้าสู่กระบวนการ "เพื่อไทย"ไม่กังวล แต่ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ "ถาวร"ขอบคุณสนช.ย้ำเป็นหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ "วิษณุ"แนะยกร่างรธน.ควรเขียนสั้นแต่กว้าง

ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธาน เมื่อวานนี้(6พ.ย.) ได้พิจารณารายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีกล่าวหา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา และตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. กรณีกล่าวหานายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) เป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของ สนช. ที่จะพิจารณาถอดถอน ตามข้อบังคับการประชุม สนช.หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมมีทั้งฝ่ายที่เสนอให้เป็นการประชุมลับ ขณะที่บางส่วนเสนอให้ประชุมเปิดเผย ก่อนที่ประชุมจะลงมติกัน ผลปรากฏว่า มติเสียงข้างมากจำนวน 96 เสียง เห็นชอบให้เป็นการประชุมลับ ขณะที่อีก 75 เสียงไม่ลงคะแนน และ 1 เสียงงดออกเสียง จากนั้นนายพรเพชร ได้ขอให้เป็นการประชุมลับเมื่อเวลา 10.45 น.

ต่อมาเมื่อเวลา 14.10 น. ภายหลังใช้เวลาประชุมลับประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที ได้เปิดประชุมแบบเปิดเผยอีกครั้ง โดยเป็นการลงมติว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของสนช.ที่จะรับไว้พิจารณาถอดถอนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายศักดิ์ชัย ธณบุญชัย สนช. ได้เสนอให้ลงมติลับ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นชอบและให้กลับไปลงมติลับโดยไม่เปิดเผยว่าสมาชิกสนช.ลงมติแบบใด โดยผลการลงมตินั้นปรากฏว่า ที่ประชุมสนช.มีมติเห็นว่า สนช.มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาด้วยคะแนน 87 เสียงต่อ75 เสียง และงดออกเสียง 15 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 177 คน

เล็งแถลงเปิดคดีถอด"สมศักดิ์-นิคม"24พ.ย.

นายพรเพชร แถลงภายหลังที่ประชุมสนช.มีมติรับพิจารณาถอดถอน นายสมศักดิ์ และนายนิคม ว่า จากนี้ไปตนจะสั่งให้นำสำนวนของป.ป.ช.เข้าสู่กระบวนการถอดถอนตามข้อบังคับของสนช. และจะต้องส่งเอกสารให้กับสนช.ทุกคน รวมถึงผู้ถูกกล่าวหาให้ทราบล่วงหน้า 15 วัน ดังนั้น เบื้องต้นคาดว่าวันที่ 24-25 พ.ย.น่าจะเป็นวันแถลงเปิดคดีของนายนิคมและนายสมศักดิ์

ยังไม่เลื่อนวันถกถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"

นายพรเพชร ยังกล่าวถึงการพิจารณาเรื่องถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันที่ 12 พ.ย.ด้วยว่า ที่ประชุมสนช.ยังไม่มีการขอให้เลื่อนวันพิจารณาแต่อย่างใด ขณะที่นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช.กล่าวเสริมว่า ในวันที่ 12 พ.ย. ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาสามารถที่จะขอเอกสารเพิ่มเติมต่างๆ ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่าจะอนุญาตให้เอกสารหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอหรือไม่ ซึ่งตามกระบวนการนั้นหากที่ประชุมอนุญาตก็น่าจะมีการแถลงเปิดคดีได้หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์

สนช.สายทหารเมินร่วมกระบวนการถอดถอน

แหล่งข่าวซึ่งเป็นสนช.สายทหาร เปิดเผยถึงท่าที สนช.ในส่วนที่เป็นทหารว่า ทางกลุ่มไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการถอดถอน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหว และถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง และที่สำคัญที่ผ่านมาไม่มีสัญญาณที่ชัดๆ จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าเป็นอย่างไร ทำให้ตอนนี้ สนช.สายทหารต่างคนก็ต่างคิดว่าจะทำอย่างไร ซึ่งทางออกอย่างหนึ่งก็คือการไม่เข้าร่วมการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการประชุม สนช.เพื่อลงมติว่าจะรับพิจารณาเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม หรือไม่ มีผู้เข้าร่วมลงมติเพียง 177 คนเท่านั้น โดยมติให้รับออกมา 87 ต่อ 75 งดออกเสียง 15 คน ขาดไปถึง 43 คน

"นิคม"พร้อมเข้าสู่กระบวนการถอดถอน

นายนิคม กล่าวถึงกรณีสนช.มีมติรับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณาว่า ยังไม่ขอให้ความเห็นประเด็นใดๆ กับผลการลงมติ หากเรื่องเข้าสู่กระบวนการตนก็จะปฏิบัติตามกรอบการพิจารณา โดยในวันที่ 25 พ.ย.ก็จะเข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.ด้วยตนเอง ส่วนพยานหลักฐานก็จะเป็นเทปบันทึกภาพการประชุมในวันที่ถูกยกเป็นประเด็นกล่าวหา

พท.ไม่กังวล-คะแนนมติไม่ห่างกันมาก

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสนช.มีมติให้รับพิจารณาสำนวนถอดถอน นายนิคม และ นายสมศักดิ์ ว่า ไม่รู้สึกกังวลเพราะคะแนนที่ลงมติไม่ห่างกันเท่าไร ตนพูดมาตลอด สนช.ไม่มีอำนาจในการพิจารณาเพราะมองว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้ถูกยกเลิกแล้วก็ไม่ควรนำมาพิจารณาซึ่งจะเป็นการสร้างความขัดแย้งขึ้นมารอบใหม่ในสังคม

ที่ผ่านทางเราให้โอกาสคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และรัฐบาลอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้เกิดการปรองดอง เข้าสู่การปฏิรูปในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จตามแผนตาม คสช.ได้วางไว้ จึงไม่อยากเห็นความขัดแย้งรอบใหม่ อยากเห็นการเดินหน้าของประเทศชาติมากกว่า"

"ถาวร"ขอบคุณสนช.รับถอดถอน

นายถาวร เสนเนียม แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กล่าวว่า ขอบคุณ สนช.ทุกคนทั้งที่ลงมติรับและไม่รับเรื่องนี้ เพราะเป็นการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ผลที่ออกมาถือเป็นการตีความกฎหมายมหาชน เพื่อเป็นแนวทางในการเปิดโอกาสให้สมาชิก สนช.รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาว่าจะถอดถอนหรือไม่ และเป็นข้อพึงสังวรของนักการเมืองในอนาคต ให้ดูเป็นเยี่ยงอย่างว่า การกระทำใดๆ โดยใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดก็จะถูกตรวจสอบ ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยไม่มีการปล่อยผ่านละเลยไป

"บวรศักดิ์"เสนอปะผุรธน.เก่า-ยกร่างใหม่

ขณะที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประธานกมธ.ยกร่างฯ ได้ประชุมอย่างเป็นทางการนัดแรก

โดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงตอนหนึ่งว่า แนวทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เบื้องต้นนายบวรศักดิ์ ได้เสนอกรอบความคิด 2 แนว ได้แก่ 1.รัฐธรรมนูญฉบับปะผุ โดยนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พิจารณาเรียงไปตามลำดับมาตรา และทีละหมวด และ 2.เป็นรัฐธรรมนูญที่เริ่มจากศูนย์ คือ เรียงหมวดและเรื่องที่มีความสำคัญ

เล็งเสนอคสช.ทำประชามติรธน.

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า หากวางการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว สังคมยังมีข้อขัดแย้ง หรือความเห็นไม่ตรงกัน หรือมีกระแสต่อต่อต้านเกิดขึ้น ก็อาจจะหารือกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งให้มีการทำประชามติ เพราะในรัฐธรรมนูญ 2557 ชั่วคราว ไม่ได้ระบุเรื่องการทำประชามติไว้ ซึ่งคาดว่าหากมีการทำประชามติ ต้องใช้เวลานาน 3-4 เดือน และใช้งบกว่า 3,000 ล้านบาท จึงต้องคิดให้รอบคอบว่าจะทำประชามติหรือไม่

"เชื่อว่ารัฐบาลต้องการให้ทำประชามติ หากต้องการให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกัน และยันต์กันผี ไม่ให้มีการแก้ไขโดยอ้างเสียงของประชาชนเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550" พล.อ.เลิศรัตน์ ระบุ

เน้นรธน.ใหม่บังคับใช้ได้จริง

แหล่งข่าวจากที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยโดยเฉพาะช่วงที่รัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐธรรมนูญ 2550 บังคับใช้ ว่ามีปัญหาในการบังคับใช้อย่างไรบ้าง โดยที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนั้นมีเนื้อหาดีและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในส่วนของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการปราบปรามการทุจริต

ดังนั้นที่ประชุมจึงมีแนวคิดร่วมกันเป็นเบื้องต้นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรกำหนดกรอบและทิศทางให้ชัดเจน และการกำหนดสภาพที่บังคับใช้ได้จริง เช่น หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายใดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐบาลไม่ดำเนินการ จะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่ถือเป็นความผิดและนำไปสู่การถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

"กรอบของการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดเรื่องการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วย เพื่อให้เกิดการสร้างบรรทัดฐานว่าเมื่อผู้ใดมีหน้าที่การบริหารราชการแผ่นดิน และมีอำนาจทางนิติบัญญัติแล้วก็ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจโดยขาดความรับผิดชอบทางการเมือง นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่ยาวจนเกินไปด้วย”

"วิษณุ"แนะรธน.ควรเขียนสั้นแต่กว้าง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงหลังการร่างรัฐธรรมนูญว่า หลักที่จริงไม่ควรจะยืดยาว เพราะนักกฎหมายทราบดีว่าเขียนอะไรก็ตาม หากเขียนยาวความหมายยิ่งสั้น เพราะจะทำให้นึกว่าจบเท่านั้น แต่หากเขียนสั้น แล้วปล่อยให้เกิดการตีความ ให้เกิดความเข้าใจในกฎหมายลูกจะดีกว่า

"อย่างเขียนว่าห้ามลักทรัพย์ก็จบ ดีกว่าเขียนห้ามขโมยปากกา ดินสอ ตู้เย็น แต่สุดท้ายอะไรที่หลุดไปก็ไม่ผิด ฉะนั้นเขียนสั้นดีกว่าเขียนยาว ทั้งนี้หากเขียนกฎหมายยาวก็จะเกิดความขัดแย้งมากกว่าการเขียนแบบสั้นๆ แต่หากเขียนสั้นก็มีปัญหาทะเลาะกันอย่างที่ผ่านมาในอดีต ฉะนั้นต้องมีกลไกแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย เคยพูดหลายครั้งแล้วว่าในเวลาที่ผ่านมาเราไปเขียนในลักษณะที่ระบุว่า ถ้ามีเรื่องสงสัยจะตีความต้องเกิดเรื่องจึงจะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นทางที่ดีเขียนสั้นๆ แต่ต้องเขียนด้วยว่าหากมีปัญหาสงสัยสามารถส่งไปหารือศาลรัฐธรรมนูญก่อนได้"

"อภิสิทธิ์"เสนอกมธ.เน้นเรื่องการตรวจสอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ต้องดูทิศทางของคณะกรรมาธิการฯ ในการตั้งโจทย์ ตนอยากให้คณะกรรมาธิการฯสื่อสารตั้งแต่ต้น ว่ามองปัญหาหลักๆ ที่ต้องการการแก้ไขคืออะไร แล้วหลักในการแก้ปัญหานั้นคืออะไร รวมถึงอยากให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้หลายฝ่ายช่วยกันคิดว่าวิธีการจะเป็นอย่างไร แล้วก็นำไปสู่การยกร่างฯ คณะกรรมาธิการทั้ง 36 คนหลายคนเก่ง แต่อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกัน ผมก็กังวลว่าในที่สุดกติกาที่ออกมาจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และหลายคนมีประสบการณ์ร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว เพราะฉะนั้นก็คงต้องย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมาปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน

"สำหรับผมโจทย์ใหญ่ที่สุด ต้องเป็นเรื่องของการตรวจสอบ การเขียนรัฐธรรมนูญไม่ควรหมกมุ่นว่าเขียนไปแล้วจะไปช่วยให้ใครได้ประโยชน์หรือจะไปกีดกันใคร หรือให้ใครเสียประโยชน์ไม่ได้ ต้องเขียนด้วยหลักการซึ่งคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่เขียนกฎหมายก็ดี บริหารประเทศก็ดี ต้องยึดโยง เคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งครั้งที่แล้วมีการทำประชามติก็ยังมีการพูด และท้วงติง ถ้าครั้งนี้ไม่มีการทำประชามติ ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ มีกลไกที่มาเพิ่มความชอบธรรม และคุ้มครองตัวเอง ไม่ให้ถูกแก้ในอนาคต”

คณะทำงานปฏิรูปสื่อฟังความเห็นวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(7 พ.ย.) เวลา 16.00 น. ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของสื่อมวลชนภาคสนามทุกสื่อทุกแขนง ซึ่งจัดโดยคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ที่มีนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ร่วมพูดคุย

ทั้งนี้คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนภาคสนามทุกแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ เว็บไซต์และสื่อออนไลน์ ทั้งผู้สื่อข่าวและช่างภาพ ร่วมพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อในมิติต่างๆ